การชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ดูจะเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่ยังจำความได้ จำได้ว่า วิ่งเข้าวิ่งออกในโรงภาพยนต์ตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ภาพใบปิดหนังก็ดี ตัวหนังเองก็ดี ที่ผ่านตามาไม่รู้กี่สิบเรื่องกี่ร้อยเรื่องในวัยเด็ก สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของเราได้ดี ก็คงจะเป็นดาราคู่ขวัญของวงการหนังไทย นั่นคือ มิตร - เพชรา จำได้ว่า หนังเรื่องไหนเรื่องนั้น ถ้านำแสดงโดยพระนางคู่นี้ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) มักจะเรียกให้คนออกจากบ้าน มาเข้าคิวตีตั๋วหนัง เพื่อชมบทบาทการแสดงของดาราทั้งสอง จนแทบจะไม่สนใจว่าเป็นเรื่องอะไร ขอให้เป็นการแสดงจากดาราทั้งสองนี้เป็นพอ

          ด้วยความทรงจำในวัยเด็ก จวบเข้าวัยรุ่น ซึ่งเป็นยุคที่ได้มีโอกาสติดตามข่าวคราวของดาราทั้งสอง นับตั้งแต่ที่คุณมิตร ชัยบัญชา ประสบอุบัติเหตุตกเครื่องบินระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินทรีย์ทอง เรื่อยมาจนถึง ยุคที่คุณเพชรา เชาวราษฏร์ ต้องประสบกับปัญหาเรื่องสุขภาพ ที่มีผลทำให้เธอต้องสูญเสียการมองเห็น และได้ห่ายหายไปจากวงการภาพยนตร์ โดยไม่มีคนได้พบเจอเธออีกเลยเกือบสามสิบปี

          การที่ได้มีโอกาสได้พบเธอ และได้มีส่วนร่วมในการปรากฎตัวของเธอในภาพยนตร์โฆษณาของเครื่องสำอางมิสทิน เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตที่ยากจะลืม คนรักหนังอย่างเรา และมีความทรงจำกับภาพวันวานที่เป็นในระดับตำนาน วันหนึ่ง ได้มีโอกาสได้พบ ได้เจอ ได้ร่วมงานด้วย บอกได้เลยว่า เธอผู้นี้ สมแล้วที่เป็นที่รักของทุกคน เธอยังมีวิญญาณของดารานักแสดงอยู่เต็มเปี่ยม เธอเรียกร้องให้เทคใหม่ทุกครั้ง ที่เธอรู้สึกว่าเธอน่าจะทำได้ดีกว่านี้ มีทั้งความตั้งใจ อดทน มุ่งมั่นรับผิดชอบให้งานออกมาได้ดีที่สุด อยากให้พวกดารานักแสดงหน้าใหม่หลายๆคน ได้ดูเป็นเยี่ยงเป็นอย่างยิ่งนัก

          ทันทีที่มีข่าวเรื่องนี้แพร่ออกไป การกลับมาครั้งนี้ กับงานโฆษณาชิ้นนี้ กลายเป็นงานโฆษณาที่ใครต่อใครทั่วประเทศ เฝ้ารอ

          ในวันถ่ายทำ เจ้านายของเราก็มีความเห็นว่า เนื่องจากเธอห่างหายจากวงการไปเกือบสามสิบปี การกลับมาครั้งนี้ของเธอ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสดงให้เธอได้รับรู้ว่า ทีมงานทุกคนและหมายรวมถึงคนไทยทั้งประเทศให้การต้อนรับเธอมากมายเพียงใด ดังนั้น วินาทีที่ทีมงานจูงเธอมายังฉากที่จัดเซ็ทอย่างสวยงามกลางโรงถ่าย ทีมงานทุกคน พร้อมใจกันปรบมือต้อนรับเธออย่างเต็มใจและกึกก้อง ... ผมดีใจ ที่รู้ว่า เพชรา เชาวราษฏร์ ได้รับรู้ถึงความรักที่ทุกคนมีให้กับเธอ เธอยกมือไหว้และกล่าวคำว่า ขอบคุณ พร้อมทั้งน้ำตาอาบสองแก้มของเธอ รวมทั้งทีมงานทั้งกองถ่ายในเช้าวันนั้น ต่างก็ปลื้มปิติจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่กันถ้วนทั่ว

          ติดตาม Teaser ความยาว 15 นาที ที่จะออกอากาศในวันที่ 16 กันยายนนี้ครับ ส่วน ตัวหนังที่จะเผยโฉมคุณเพชรา อย่างเต็มอิ่มนั้น โปรดติดตามเร็วๆนี้

 

         

          ละครเพลง แม่นาค เดอะมิวสิคคัล จากค่าย DREAMBOX เป็นละครเพลงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ละครเพลงที่ดีนั้น เราสามารถคาดหวังได้ในสยามประเทศ ละครเวทีที่ดี ไม่ได้อยู่ที่การโปรโมทผ่านสื่อที่มากมาย ไม่ได้อยู่ที่สถานที่จัดแสดงที่เป็นเทรนด์  ไม่ได้อยู่ที่ดารานักร้องที่มีชื่อเสียงจนเป็นจุดขาย  แต่ละครเพลงที่ดี อยู่ที่องค์ประกอบอันหลากหลาย ที่ถึง ในคุณภาพนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉาก แสงสี เพลง ทั้งคำร้องและทำนอง คุณภาพการร้องและการแสดงของนักแสดงทุกคนและที่สำคัญ สมองของทีมงานในการคิดและสร้างสรรให้ออกมาเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นอารมณ์ ที่สื่อถึงคนดูได้อย่างมีพลัง และความคาดหวังทั้งหมดของเรา ที่มีต่อละครเพลงของไทยสักเรื่องนั้น แม่นาค เวอร์ชั่น ของ Dreambox ทำได้อย่างที่คาดหวัง หรืออาจเรียกได้ว่า เกินความคาดหวังเสียด้วยซ้ำ           ใครจะไปคิดว่า เรื่องเล่าขานกันมานานนมอย่างแม่นาค ผ่านหนังทั้งจอเงิน และ จอแก้ว ไม่รู้กี่เวอร์ชั่น จะมีมุมมองอะไรใหม่ๆให้กับเราได้ แต่เรื่องนี้ เขาทำได้ครับ และทำได้ดีมากๆด้วย เนื้อเรื่องที่ผ่านการตีความใหม่ ให้เหตุผลกับที่มาที่ไปของเรื่องราวความเฮี้ยน ของนางนาครวมถึงให้ความสำคัญกับตัวละครหลักๆทุกตัว ทำให้นางนาคเวอร์ชั่นนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่มีความหนักแน่นและได้อารมณ์ที่สุด ไม่แพ้เวอร์ชั่นภาพยนตร์ของ นนทรีย์ นิมิบุตร ด้วยซ้ำไป และที่สำคัญ ดูสนุกกว่าด้วย           เชื่อไหมว่า วินาทีแรกที่การแสดงเปิดฉาก ก็สามารถหยุดเรา พาเราเข้าสู่เรื่องราวได้อย่างจดจ่อ การแสดงตลอดกว่าสามชั่วโมง  เต็มไปด้วย  ความสนุก ประทับใจ ในบทบาทการแสดง การร้อง ของนักแสดงทุกๆคน เห็นได้ถึงความตั้งใจ เห็นได้ถึงความสามารถที่ถ่ายทอดออกมา บางช่วงบางตอนนี่ ขนลุกและปรบมือให้อย่างไม่อยากหยุดเพื่อให้เขาทั้งหลายได้รู้ว่า มีคนดูอย่างผม และ อีกหลายๆคน ที่ชื่นชมประทับใจ           สำหรับละครเพลงเรื่องนี้  ผู้ที่เราอยากจะชื่นชมให้มากเป็นพิเศษ แน่นอน คุณน้ำมนต์ ที่สวมบทเป็นนางนาค นี่แหละ ตัวจริง เสียงจริง ของผู้ที่สมควรจะมายืนอยู่บนเวที ของละครเพลง ไม่ใช่ไปเลือกดารามากความสามารถด้านการแสดง แต่อ่อนในเรื่องการร้อง แล้วก็มาให้เหตุผลว่าเธอเหมาะที่สุดแล้ว แม้จะร้องเพี้ยนไปมาแบบหาคีย์ไม่เจอเลยก็ตาม ก็ยังแสดงความชื่นชมให้คนดูเห็นผิดเป็นชอบอยู่นั่นแหละ  ละครเพลง ถ้าตัวแสดงร้องเพลงได้ไม่ดี ก็ควรถูกคัดออกตั้งแต่เริ่มคิดวางตัวแสดงกันแล้ว ....          ท่านที่สอง ก็คือครูอ้วน  มณีนุช หลังจากละครเรื่องนี้ จบลง เชื่อว่า ครูอ้วนต้องมีลูกศิษย์ลูกหาเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี  เชื่อว่านี่เป็นงานที่ครูอ้วน ได้โชว์ศักยภาพ ได้อย่างเต็มที่ที่สุดงานหนึ่ง  เทคนิคการร้องที่แพรวพราว หลากหลาย และสื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ทุกฉากที่ ครูอ้วนออกมานั้น จุดสนใจพุ่งตรงไปที่เธอจริงๆ           และที่สำคัญจะลืมไม่ได้ คือ ต้องขอชื่นชมผู้กำกับการแสดง พี่ลิง สุวรรณดี จักราวุธ ผมว่านี่เป็นงานกำกับละครระดับ มาสเตอร์พีซ ของเธอเลย เอาว่า ฉากเก็บมะนาว ของเวอร์ชั่นนี้  ก็กินขาดเวทีใหญ่ย่านรัชดาแล้วล่ะครับทั่น          จริงๆแล้ว ยังอยากชมอีกหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น ปุยฝ้าย ที่แสดงเป็น สายหยุด ในเวอร์ชั่นนี้ ก็โดดเด่น ไม่ถูกกลืนหายไปเพราะบทไม่อำนวย รวมถึงเหล่า Chorus ทั้งหลาย ที่แสดงเป็นชาวบ้าน พลังเสียงและลีลาก็สนุกสนาน โดยไม่ต้องพึ่ง นักแสดงตลก ที่ออกมาเล่นโชว์เหมือนตลกหน้าม่านซะงั้น นี่เป็นงานที่ผมชื่นชมมากเสียจน กลัวจะเป็นการชมออกนอกหน้าเกินไป  เอาว่า อยากแนะนำให้ไปชมกันโดยด่วน แล้วคุณๆท่านๆ จะได้รู้ว่า ละครที่ดีกับละครที่เป็นกระแสตลาดน้น มันได้อรรถรส แตกต่างกันอย่างไร  สุดสัปดาห์นี้ จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วนะครับ

          ข่าวการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจคสัน กลบข่าว ดาวอีกดวงของโลกมายา ที่ดับแสงลงอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ท่ามกลางกระแสที่ดังเป็นที่สนใจไปทั่วโลกนั้น มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่มีภาพความทรงจำที่ดี ที่ยากลืมเลือน ผมกำลังพูดถึง FARAH FAWCETT ดาราหญิงคนสำคัญคนหนึ่งของโลก เธอเคยเป็น idol สำหรับผู้หญิงมาแล้วทั่วโลก ในยุค '70  รวมถึงสาวล้ำสมัยในยุคนั้น ทรงผมยอดฮิตและชุดว่ายน้ำสีแเดงที่เธอสวมใส่เพื่อถ่ายรูปลงใน Life Magazine ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ที่แทบทุกบ้าน จะต้องมีติดกันเลยทีเดียว นับเป็นโปสเตอร์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีการตีพิมพ์กันหลายสิบล้านก๊อปปี้กันเลยทีเดียว และสาวๆในสมัียนั้น ก็ไว้ทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์นี้กันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันนี้ หากบอกช่างผมว่าทรงฟาร่า ก็เป็นอันรู้กันว่า จัดตัดจะดัดอย่างไร

          คนดูหนังยุคใหม่ๆ คงไม่มีโอกาสได้เห็นเธอในผลงานการแสดง แต่สำหรับเรา ติดตามเธอและเป็นแฟนกันตั้งแต่ นางฟ้าชาร์ลี ฉบับที่เป็นทีวีซีรีส์ที่สุดแสนจะโด่งดัง แล้วเธอก็ประสบความสำเร็จในภาพยนต์มินิซีรีส์ ที่ฉายทางทีวีเรื่อง THE BURNING BED ซึ่งสมัียนั้น ช่องสาม เคยนำมาฉาย เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับภรรยาที่ถูกสามีทำทารุณกรรมต่างๆ จนท้ายที่สุด เธอจับสามีมัดกับเตียงขณะที่เขาหลับ แล้วจุดไปเผาตาคาเตียงอย่างสาสมใจ และเรื่องนี้ ถ้าจำไม่ผิด เธอได้รับรางวัลจากการแสดงภาพยนตร์ทีวีเรื่องนี้ด้วย 

          แต่เส้นทางถนนสายบันเทิงของเธอไม่ราบรื่นนัก เมื่อเธอตัดสินใจเข้าสู่วงการหนังใหญ่ หนังช่วงแรกๆของเธอ ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย โดยเฉพาะการแสดงของเธอ ถูกนักวิจารณ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องSomebody Killed Her Husband  ที่เป็นหนังแนวฆาตกรรม ลึกลับ สืบสวนสอบสวน หรือหนังแนววิทยาศาสตร์ อย่าง LOGAN'S RUN หรือ SATURN 3 ที่แสดงคู่กับ เคิร์ก ดักลาส (พ่อของไมเคิล ดักลาส) เธอได้ห่ายหายจากหน้าจอไปนานประมาณ สี่ห้า ปี และเธอก็กลับมากับผลงานที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสาขานำหญิง ของรางวัลลูกโลกทองคำ EXTREMITIES เป็นเรื่องที่ทำจากบทละครเวที เป็นเรื่องของผู้หญิงที่ถูกคนร้ายบุกเข้าบ้านเพื่อจะข่มขืนและทำทารุณกรรมต่างๆนานา แต่ด้วยเหตุการณ์ที่พลิกผัน ขณะต่อสู้ดิ้นรนหนีผู้ร้าย ทำให้เธออยู่ในสถานะเป็นต่อ และตัวผู้ร้ายอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วหนังก็เล่นกับประเด็นความขัดแย้ง ที่ว่า คนผิดสมควรได้รับการให้อภัย หรือ สมควรรับโทษอย่างสาสม ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกอะไร  คุณธรรม การให้อภัย หรือการจัดการแก้แค้นกับคนร้ายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นหนังที่สนุกและนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจมาก และ FARAH FAWCETT ก็แสดงได้อย่างมีพลังและน่าประทับใจ

          หลังจากเรื่องนี้ ก็แทบไม่มีหนังของเธอให้ได้ดูอีกเลยในเมืองไทย ประกอบกับที่เธอต้องต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ นี่เป็นบทสรุปของชีวิตศิลปินดารานักแสดงที่ดังระดับโลก วันหนึ่ง ก็ถึงกาลต้องลาจาก ทิ้งผลงานความประทับใจไว้คู่โลก ความทรงจำที่เรามีต่อเธอ ไม่ได้อยู่ที่ความดังของข่าวสารที่ประโคมกันอยู่ตอนนี้ แต่อยู่ที่ผลงานที่เรายังสัมผัส และระลึกถึงอยู่เสมอ

          ขอไว้อาลัยแด่เธอ และขอให้ดวงวิญญาณของเธอ FARAH FAWCETT จงสถิตย์ ณ สรวงสวรรค์ ถึงเวลาที่เธอจะได้อยู่อย่างสุขนิรันดร์........

Drag Me To Hell

posted on 08 Jun 2009 16:10 by maxisme  in Moviemania

          จำได้ว่า สมัยที่ดู THE EVIL DEAD หนังเรื่องแรกของแซม ไรมี่ นั้น ยังอยู่ในวัยกระโปรงบาน ขาสั้นอยู่เลย ตอนนั้น เช่าวีดีโอ มานั่งดูกะแก๊งเพื่อนๆ ดูเสร็จก็สบถกันว่า หนัง_่า อะไรฟะ น่้ากลัวฉิบหาย หลังจากนั้น ก็ติดตามดูภาค 2 รวมถึง The Army of Darkness ที่มีตัวละครมือขาดแล้วเอาเลื่อยมาผูกยึดติดกะมือที่ขาด แล้วลุยสู้กะผีร้าย ซึ่งเรื่องหลังนี้ไม่สบถแบบเดิมละ แต่เปลี่ยนเป็น หนัง เ_ี้ยไรเนี่ย เพี้ยนแบบกู่ไม่กลับซะละ ผู้กำกับคนนี้

          ปัจจุบันนี้ ย่างเข้าวัยชรา อ่ะอ๊ะ หนังที่เคยดูเมื่อวัยละอ่อน กลายเป็นหนังที่ถูกยกย่องให้เป็น หนังคัลท์อมตะ ไปซะงั้น และจากการตามดูหนังของแซม ไรมี่ อย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Quick and The Dead) ก็ได้แต่ชื่นชมว่า เออ เจ๋งอ่ะ ผู้กำกับคนนี้ ทำหนังได้หลายแนวดี โดยเฉพาะเรื่อง A Simple Plan นี่ ชอบมากทีเดียว มาถึงงานระดับทอปฟอร์ม Spider-Man ทั้งสามภาค ชื่อเสียงและฝีมือนี้ ขึ้นหิ้งไปเรียบร้อย

          พอรู้ข่าวว่าจะกลับมากำกับหนังสยองขวัญ หลังจากไม่ได้จับงานหนังแนวนี้มากว่า 20 ปี โห เฝ้ารอวันหนังเข้าฉายเลยแหละ เพราะอยากจะรู้ว่า ฝีไม้ลายมือที่ได้สั่งสมจากการกำกับหนังคุณภาพ จะใส่อะไรลงไปในหนังสยองขวัญเรื่อง Drag me to hell บ้าง ... พอไปดูจยออกจากโรง สรุปได้สั้นๆว่า คุณพี่แซม ไรมี่ ใส่ของไปเยอะเกิน จนหนังมีความเกินอยู่เยอะ

          เป็นหนังสยองขวัญที่จะว่าใหม่ก็ได้นะ ตรงที่ นางเอก เป็นตัวละครที่ไม่ลดราวาศอกให้กับผีร้ายภัยมืดใดใด เธอสู้ยิบตาเกินมนุษย์มนา แต่ที่ผดหวังเห็นจะเป็น การปฏิบัตตามวิถีหนังสยองขวัญเกรดบี ที่ต้องเล่นกับของเหลวอันน่าคลื่นไส้ที่ถูกคายถูกพ่นออกจากปากเพื่อสร้างความสะอิดสะเอียน อยู่บ่อยครั้ง มันไม่สร้างสรร และไร้รสนิยมอย่างน่าผิดหวังจริงๆ  และความสมจริงในหลายๆฉากก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง เทคนิคบางอย่างก็ตั้งใจให้ดูเป็นหนังราคาถูก ... ตรงนี้แหละที่ผิดหวัง เพราะเราไม่ได้ต้องการมาดูหนังของแซม ไรมี่ ที่มาโชว์การทำหนังราคาถูกให้ออกมาดูราคาถูก แต่เราต้องการการสร้างสรรงาน ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ หนังแนวนี้ ถ้าผ่านมือผู้กำกับเจ๋งๆ สักคน งานมันต้องออกมาเจ๋งด้วย ... เฮ้อ รอดูหนัง Spider-Man 4 จาก นายแซม ไรมี่ ดีกว่า