Moviemania

          หลังจาก Titanic ที่ทำรายได้มหาศาลจากทั่วโลก กวาดรางวัลมากมายในหลายๆเวที จะมีใครหาญกล้า ลบสถิติต่างๆที่ Titanic ทำไว้ ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเอง เจมส์ คาเมรอน

          Avatar ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่แฟนภาพยนตร์ทั้งโลกรอคอย และต้องขอบอกว่า นี่เป็นงานอภิมหาสร้างสรรค์ ที่ยิ่งใหญ่ สมกับที่รอคอยจริงๆ เรื่องความสนุกของหนัง ไม่มีข้อสงสัยอยู่แล้ว หากย้อมมองงานหนังทุกเรื่องของผู้กำกับท่านนี้ แต่สิ่งที่เหนือกว่าความสนุก คือความตื่นตาตื่นใจ กับการสร้างสรรค์ที่สุดยอด ภาพทุกภาพ ช๊อตทุกช๊อต มันทำให้เราจ้องมองแทบไม่กระพริบ ทุกรายละเอียดของหนัง ทำได้อย่างไม่มีที่ติด โลกที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยมันสมองของทีมงาน ด้วยเงิน ด้วยเทคโนโลยีที่สุดยอด สามารถทำให้เราคล้อยตามไปกัยภาพที่เห็นอย่างไม่สะดุด มันไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเทคนิค แต่มันเป็นเทคนิคที่มีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก อีกทั้งระบบ 3 มิติ ที่ให้ภาพที่เสมือนจริง ราวกับเราอยู่ร่วมกับตัวละครในแพนโดล่า นี่คือประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่สุดยอดครั้งหนึ่งในชีวิตทีเดียว

          เมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง มีคำถามขึ้นในใจอยู่สองข้อ ... ข้อแรก นักสร้างหนังรายอื่นๆ ในฮอลลีวู๊ด จะพัฒนาตามเจมส์ คาเมรอนทันไหม ข้อที่สอง มีอะไรอีกไหม ที่ King of The World  อย่าง เจมส์ คาเมรอน จะทำไม่ได้

 

          การชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ดูจะเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่ยังจำความได้ จำได้ว่า วิ่งเข้าวิ่งออกในโรงภาพยนต์ตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ภาพใบปิดหนังก็ดี ตัวหนังเองก็ดี ที่ผ่านตามาไม่รู้กี่สิบเรื่องกี่ร้อยเรื่องในวัยเด็ก สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของเราได้ดี ก็คงจะเป็นดาราคู่ขวัญของวงการหนังไทย นั่นคือ มิตร - เพชรา จำได้ว่า หนังเรื่องไหนเรื่องนั้น ถ้านำแสดงโดยพระนางคู่นี้ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) มักจะเรียกให้คนออกจากบ้าน มาเข้าคิวตีตั๋วหนัง เพื่อชมบทบาทการแสดงของดาราทั้งสอง จนแทบจะไม่สนใจว่าเป็นเรื่องอะไร ขอให้เป็นการแสดงจากดาราทั้งสองนี้เป็นพอ

          ด้วยความทรงจำในวัยเด็ก จวบเข้าวัยรุ่น ซึ่งเป็นยุคที่ได้มีโอกาสติดตามข่าวคราวของดาราทั้งสอง นับตั้งแต่ที่คุณมิตร ชัยบัญชา ประสบอุบัติเหตุตกเครื่องบินระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินทรีย์ทอง เรื่อยมาจนถึง ยุคที่คุณเพชรา เชาวราษฏร์ ต้องประสบกับปัญหาเรื่องสุขภาพ ที่มีผลทำให้เธอต้องสูญเสียการมองเห็น และได้ห่ายหายไปจากวงการภาพยนตร์ โดยไม่มีคนได้พบเจอเธออีกเลยเกือบสามสิบปี

          การที่ได้มีโอกาสได้พบเธอ และได้มีส่วนร่วมในการปรากฎตัวของเธอในภาพยนตร์โฆษณาของเครื่องสำอางมิสทิน เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตที่ยากจะลืม คนรักหนังอย่างเรา และมีความทรงจำกับภาพวันวานที่เป็นในระดับตำนาน วันหนึ่ง ได้มีโอกาสได้พบ ได้เจอ ได้ร่วมงานด้วย บอกได้เลยว่า เธอผู้นี้ สมแล้วที่เป็นที่รักของทุกคน เธอยังมีวิญญาณของดารานักแสดงอยู่เต็มเปี่ยม เธอเรียกร้องให้เทคใหม่ทุกครั้ง ที่เธอรู้สึกว่าเธอน่าจะทำได้ดีกว่านี้ มีทั้งความตั้งใจ อดทน มุ่งมั่นรับผิดชอบให้งานออกมาได้ดีที่สุด อยากให้พวกดารานักแสดงหน้าใหม่หลายๆคน ได้ดูเป็นเยี่ยงเป็นอย่างยิ่งนัก

          ทันทีที่มีข่าวเรื่องนี้แพร่ออกไป การกลับมาครั้งนี้ กับงานโฆษณาชิ้นนี้ กลายเป็นงานโฆษณาที่ใครต่อใครทั่วประเทศ เฝ้ารอ

          ในวันถ่ายทำ เจ้านายของเราก็มีความเห็นว่า เนื่องจากเธอห่างหายจากวงการไปเกือบสามสิบปี การกลับมาครั้งนี้ของเธอ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสดงให้เธอได้รับรู้ว่า ทีมงานทุกคนและหมายรวมถึงคนไทยทั้งประเทศให้การต้อนรับเธอมากมายเพียงใด ดังนั้น วินาทีที่ทีมงานจูงเธอมายังฉากที่จัดเซ็ทอย่างสวยงามกลางโรงถ่าย ทีมงานทุกคน พร้อมใจกันปรบมือต้อนรับเธออย่างเต็มใจและกึกก้อง ... ผมดีใจ ที่รู้ว่า เพชรา เชาวราษฏร์ ได้รับรู้ถึงความรักที่ทุกคนมีให้กับเธอ เธอยกมือไหว้และกล่าวคำว่า ขอบคุณ พร้อมทั้งน้ำตาอาบสองแก้มของเธอ รวมทั้งทีมงานทั้งกองถ่ายในเช้าวันนั้น ต่างก็ปลื้มปิติจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่กันถ้วนทั่ว

          ติดตาม Teaser ความยาว 15 นาที ที่จะออกอากาศในวันที่ 16 กันยายนนี้ครับ ส่วน ตัวหนังที่จะเผยโฉมคุณเพชรา อย่างเต็มอิ่มนั้น โปรดติดตามเร็วๆนี้

 

         

Drag Me To Hell

posted on 08 Jun 2009 16:10 by maxisme in Moviemania

          จำได้ว่า สมัยที่ดู THE EVIL DEAD หนังเรื่องแรกของแซม ไรมี่ นั้น ยังอยู่ในวัยกระโปรงบาน ขาสั้นอยู่เลย ตอนนั้น เช่าวีดีโอ มานั่งดูกะแก๊งเพื่อนๆ ดูเสร็จก็สบถกันว่า หนัง_่า อะไรฟะ น่้ากลัวฉิบหาย หลังจากนั้น ก็ติดตามดูภาค 2 รวมถึง The Army of Darkness ที่มีตัวละครมือขาดแล้วเอาเลื่อยมาผูกยึดติดกะมือที่ขาด แล้วลุยสู้กะผีร้าย ซึ่งเรื่องหลังนี้ไม่สบถแบบเดิมละ แต่เปลี่ยนเป็น หนัง เ_ี้ยไรเนี่ย เพี้ยนแบบกู่ไม่กลับซะละ ผู้กำกับคนนี้

          ปัจจุบันนี้ ย่างเข้าวัยชรา อ่ะอ๊ะ หนังที่เคยดูเมื่อวัยละอ่อน กลายเป็นหนังที่ถูกยกย่องให้เป็น หนังคัลท์อมตะ ไปซะงั้น และจากการตามดูหนังของแซม ไรมี่ อย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Quick and The Dead) ก็ได้แต่ชื่นชมว่า เออ เจ๋งอ่ะ ผู้กำกับคนนี้ ทำหนังได้หลายแนวดี โดยเฉพาะเรื่อง A Simple Plan นี่ ชอบมากทีเดียว มาถึงงานระดับทอปฟอร์ม Spider-Man ทั้งสามภาค ชื่อเสียงและฝีมือนี้ ขึ้นหิ้งไปเรียบร้อย

          พอรู้ข่าวว่าจะกลับมากำกับหนังสยองขวัญ หลังจากไม่ได้จับงานหนังแนวนี้มากว่า 20 ปี โห เฝ้ารอวันหนังเข้าฉายเลยแหละ เพราะอยากจะรู้ว่า ฝีไม้ลายมือที่ได้สั่งสมจากการกำกับหนังคุณภาพ จะใส่อะไรลงไปในหนังสยองขวัญเรื่อง Drag me to hell บ้าง ... พอไปดูจยออกจากโรง สรุปได้สั้นๆว่า คุณพี่แซม ไรมี่ ใส่ของไปเยอะเกิน จนหนังมีความเกินอยู่เยอะ

          เป็นหนังสยองขวัญที่จะว่าใหม่ก็ได้นะ ตรงที่ นางเอก เป็นตัวละครที่ไม่ลดราวาศอกให้กับผีร้ายภัยมืดใดใด เธอสู้ยิบตาเกินมนุษย์มนา แต่ที่ผดหวังเห็นจะเป็น การปฏิบัตตามวิถีหนังสยองขวัญเกรดบี ที่ต้องเล่นกับของเหลวอันน่าคลื่นไส้ที่ถูกคายถูกพ่นออกจากปากเพื่อสร้างความสะอิดสะเอียน อยู่บ่อยครั้ง มันไม่สร้างสรร และไร้รสนิยมอย่างน่าผิดหวังจริงๆ  และความสมจริงในหลายๆฉากก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง เทคนิคบางอย่างก็ตั้งใจให้ดูเป็นหนังราคาถูก ... ตรงนี้แหละที่ผิดหวัง เพราะเราไม่ได้ต้องการมาดูหนังของแซม ไรมี่ ที่มาโชว์การทำหนังราคาถูกให้ออกมาดูราคาถูก แต่เราต้องการการสร้างสรรงาน ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ หนังแนวนี้ ถ้าผ่านมือผู้กำกับเจ๋งๆ สักคน งานมันต้องออกมาเจ๋งด้วย ... เฮ้อ รอดูหนัง Spider-Man 4 จาก นายแซม ไรมี่ ดีกว่า

Tags: drag, hell, me, to 2 Comments

ม. 3 ปี 4

posted on 19 May 2009 10:56 by maxisme in Moviemania

          หนังไทยช่วงนี้ มีหนังที่จับกลุ่มวัยรุ่นออกมาให้ได้ชมอยู่มากเรื่อง เท่าที่ผ่านมา ดีก็เยอะ แย่ก็แยะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่ปฏิเสธหนังแนวนี้ แม้วัยจะล่วงเลยมาโขอยู่ ก็คงเป็นอารมณ์ในแบบ coming to age และ  feel good ในหลายๆครั้งที่ไปชม

          หนังอย่าง ม. 3 ปี 4 ก็เป็นหนังไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่เลือกไปชม ก็ด้วยเหตุผลดังที่ว่า เดาว่า ทีมงาน คงพยายามจะหาความใหม่ให้กับหนังวัยรุ่น โดยพยายามมีพล็อตที่หักเห กระชากอารมณ์ ซึ่งก็กระชากจริงๆนั่นแหละ แต่คนดูจะชอบหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัว

          หนังเรื่องนี้มีความประดิษฐ์ให้น่ารักเกินจำเป็น นักแสดงหลักทั้งสี่ ว่าไปแล้ว มีเสน่ห์เฉพาะตัว และมีความสามารถในระดับที่ขายได้อยู่แล้ว ถ้าผู้กำกับรู้จักการคุมให้มีอยู่ในปริมาณที่เป็นธรรมชาติกว่านี้ ความน่ารักจะมีมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่เค้นความน่ารักออกมาล้นจออย่างเอาเป็นเอาตาย อะไรจะต้องทำน่ารักขนาดน้านนนน

          ที่ขัดหูขัดตามากที่สุด เห็นจะเป็นฝ่ายดูแลเสื้อผ้าของคุณเพ็ญพักตร์ ที่เธอเป็นเจ้าของร้านภูเก็ตติ่มซำ ที่ขายอาหารที่มีความร้อน ควันฉุย แต่ชุดของเธอ แต่เครื่องแต่งกายของเธอจะต้องมีผ้าพันคอตลอดเวลา เหมือนอยู่เมืองหนาวอย่างไรอย่างนั้น ม่ายเข้าใจอ่ะ