Opinion

          คุณเคยไหม ขณะที่ยืนเข้าคิวจองตั๋วหนังอยู่นั้น  จะมีพนักงานโรงหนังมาพูดจาเชิญชวน                     ให้ซื้อบัตรเติมเงิน โดยมีข้อเสนอที่จูงใจมากมาย เช่น คุณจะได้รับความสะดวกในการจองตั๋ว                      ผ่านเครื่องจองอัตโนมัติ ไม่ต้องเข้าคิวยาว (แล้วไมไม่จัดพนักงานรับจองตั๋วให้เพียงพอ และทำให้                 การบริการรวดเร็วขึ้น) นอกจากนี้ คุณยังจะได้รับสิทธิพิเศษอีกมากมาย ทั้งลดแลกแจกแถม เมื่อ                      ไปใช้บริการต่างๆของทางโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นคาราโอเกะ โบว์ลิ่ง ได้สิทธิ์จอดรถนาน                          6-8 ชั่วโมงในเอสพลานาด เป็นต้น

          และถ้าคุณเป็นนักดูหนัง ไปดูหนังเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เมื่อเห็นข้อเสนอดังกล่าว            เป็นต้องตะครุบใส่ พลันคิดว่า เออหนอ ช่างเป็นโปรโมชั่นที่ดีเลิศ สรรสร้างขึ้นเพื่อตอบสนอง                        คอหนังเช่นเราเป็นอย่างยิ่ง แต่.... เดี๋ยวก่อน เหตุการณ์อันมิพึงปรารถนา ได้เกิดกับข้าพเจ้าไม่กี่วันนี้เอง

          ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ไปดูหนังตามปกติ เดินไปที่ตู้จองตั๋วอัตโนมัติด้วยความคุ้นเคย                 แตะบัตรพร้อมทำรายการ ปรากฏว่า มีข้อความฟ้องว่า บัตรเราหมดอายุ ไม่สามารถใช้งานได้                        เอาล่ะซี ทำไงดี มองซ้ายมองขวา แล้วก็เดินไปที่เค้าน์เตอร์ที่ให้บริการเติมเงิน ให้พนักงานเช็ค                  พนักงานบอกว่า บัตรหมดอายุ และมีเงินค้างอยู่ 400 กว่าบาท ถามว่า ทำไงจะสามารถใช้เงินของเรา                ที่ค้างอยู่ในบัตรได้ เขาก็ตอบว่า ต้องต่ออายุบัตร โดยต้องชำระเงิน 100 บาท เราก็ถามต่อว่า แล้วเงิน           100 บาทที่ต่ออายุไปนั้น จะนับเป็นมูลค่าเพิ่มในบัตรหรือไม่ พนักงานตอบว่า ไม่.. มันเป็นค่า                         ต่ออายุเฉยๆ  เราถามต่อว่า แล้วมีสิทธิประโยชน์อะไรอื่นๆเพิ่มอีกไหม คำตอบคือ คุณก็ได้รับความสะดวก         ในการจองบัตรไงคะ แล้วข้างหลังบัตร ก็มีแจ้งไว้ว่า บัตรมีอายุหนึ่งปี

          เออ มันมีบอกไว้จริงว่า หมดอายุในหนึ่งปี แต่ไม่ยักกะบอกว่า ต้องเสียค่าต่ออายุ 100 บาท

          เอาล่ะซี พ่อแม่พี่น้อง  นี่ถ้าเรารู้ตั้งแต่ต้นว่า มันต้องเสียค่าต่ออายุ เราไม่มีทางทำบัตรนี้                     เด็ดขาด นี่เอาเปรียบกันเกินไปหรือเปล่าครับทั่น บัตรเครดิตจากธนาคาร ที่เรามีสิทธิใช้แทนเงินสด             ล่วงหน้า มีสิทธิประโยชน์สะสมแต้ม อะไรต่ออะไร ยังไม่คิดค่าอายุสมาชิกเลย แต่นี่ เพื่อแลกกะการไม่ต้อง      เข้าคิวซื้อตั๋วหนังเนี่ยนะ เราต้องจ่ายมันไปฟรีฟรี ปีละ 100 บาท คิดดูนะครับ ว่าคนทำบัตรนี้กันกี่คน             แล้วต้องเจอปัญหาอย่างเรา ปีๆหนึ่ง มันได้ค่าต่ออายุบัตรไปเท่าไหร่

          ขอประนามคนคิดเรื่องเงื่อนไขนี้ ว่าเอาเปรียบผู้บริโภค ขอประนามคุณที่ไม่ให้ข้อมูลที่ละเอียด         ชัดเจน ขอประนามที่คุณหากินกับความไม่รู้ของคน ถ้าประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบกันอย่างนี้                             ก็สมละ ที่ธุึรกิจเทปผีซีดีเถื่อนยังคงมีอยู่ต่อไป โดยที่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่รู้สึกผิดอะไร อีกไม่นาน                    เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น 

          เมื่อวันที่ไปดูหนังเรื่อง Avatar ได้เลือกไปดูโรงหนังเปิดใหม่ที่อยู่ใกล้บ้าน Esplanade สาขาแคราย-งามวงศ์วาน เป็นโรงที่จัดอยู่ในระดับเกรดเอของค่ายเมเจอร์ ค่าตั๋วก็ไม่ต้องพูดถึง ก็สูงขึ้นตามระดับที่ถูกเซ็ทไว้ โรงนี้ มีจุดขายเรื่องระบบ 3 มิติที่มากโรงที่สุด ณ ในขณะนี้ ซึ่งก็เหมาะอย่างแรงกับการเปิดตัวด้วยหนังอย่าง Avatar

          วันที่ไปดูหนังเรื่องนี้ ในระบบสามมิติที่ต้องสวมแว่น หนังจบถอดแว่นเดินออกจากโรงด้วยความตื่นเต้นประทับใจ ในมือก็ถือแว่นสามมิติอยู่ หน้าประตูตามปกติจะต้องมีพนักงานคอยรับแว่นจากผู้ชม บังเอิญรอบวันนั้น กลับไม่มีพนักงานยืนอยู่แม้่แต่คนเดียว เราก็กำลังคุยกะเพื่อนเพลิน ใจก็นึกว่า หน้าทางออกตรงบริเวณที่เก็บตั๋ว คงจะมีพนักงานเก็บแว่น ก็ไม่ได้คิดอะไร บัดเดี๋ยวนั้น ก็มีพนักงานหญิงในชุดสูท ซึ่งดูจากการแต่งกายแล้ว ตำแหน่งคงไม่ใช่ระดับเด็กๆ พูดขึ้นมาด้วยเสียงดังฟังชัดฉะฉานว่า

           "กรุณาวางแว่นไว้หน้าทางออกด้วยนะคะ แว่นแต่ละอันราคาแพงมากนะคะ"

อือหือ ใครจะรู้สึกอะไรไม่ทราบ แต่สำหรับเรา ควันออกหูครับพี่น้อง หันไปถามในบัดดลว่า

          "พูดอย่างนี้หมายความว่าอะไรเหรอครับ คุณคิดว่าผมจะขโมยแว่นคุณรึไง"

 พอเราพูดจบ ดูเธอก็ไม่มีทีท่ารู้สึกรู้สมอะไร นอกจากเอ่ยคำว่า "ขอโทษค่ะ" แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปรับแว่นจากผู้ชมท่านอื่นๆที่ทยอยเดินออกจากโรง ดีนะที่ไม่มาต่อปากต่อคำ ไม่งั้น งานนี้ถึงห้องผู้จัดการเป็นแน่ เอ ดูจากชุดที่เธอสวมใส่ รึเธอจะเป็นผู้จัดการศูนย์ซะเอง ถ้าเป็นงั้น จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ที่โรงหนังระดับ Esplanade มีพนักงานที่มีทัศนคติที่แย่ๆอย่างนี้

          ไม่รู้ว่าจนถึงตอนนี้ เธอผู้นี้จะรู้ตัวรึเปล่าว่า คำพูดที่เธอพูดกับลูกค้าในโรงหนังนั้น มันเป็นคำพูดที่ไม่สร้างสรรเอาเสียเลย ถ้าเพียงพูดแค่ว่า "ช่วยกรุณาวางแว่นตาไว้หน้าทางออกด้วยนะคะ" แค่นั้นแหละ ก็ไม่ไปกระตุ้นต่อมจี๊ดใครต่อใคร

 

          ข่าวการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจคสัน กลบข่าว ดาวอีกดวงของโลกมายา ที่ดับแสงลงอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ท่ามกลางกระแสที่ดังเป็นที่สนใจไปทั่วโลกนั้น มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่มีภาพความทรงจำที่ดี ที่ยากลืมเลือน ผมกำลังพูดถึง FARAH FAWCETT ดาราหญิงคนสำคัญคนหนึ่งของโลก เธอเคยเป็น idol สำหรับผู้หญิงมาแล้วทั่วโลก ในยุค '70  รวมถึงสาวล้ำสมัยในยุคนั้น ทรงผมยอดฮิตและชุดว่ายน้ำสีแเดงที่เธอสวมใส่เพื่อถ่ายรูปลงใน Life Magazine ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ที่แทบทุกบ้าน จะต้องมีติดกันเลยทีเดียว นับเป็นโปสเตอร์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีการตีพิมพ์กันหลายสิบล้านก๊อปปี้กันเลยทีเดียว และสาวๆในสมัียนั้น ก็ไว้ทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์นี้กันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันนี้ หากบอกช่างผมว่าทรงฟาร่า ก็เป็นอันรู้กันว่า จัดตัดจะดัดอย่างไร

          คนดูหนังยุคใหม่ๆ คงไม่มีโอกาสได้เห็นเธอในผลงานการแสดง แต่สำหรับเรา ติดตามเธอและเป็นแฟนกันตั้งแต่ นางฟ้าชาร์ลี ฉบับที่เป็นทีวีซีรีส์ที่สุดแสนจะโด่งดัง แล้วเธอก็ประสบความสำเร็จในภาพยนต์มินิซีรีส์ ที่ฉายทางทีวีเรื่อง THE BURNING BED ซึ่งสมัียนั้น ช่องสาม เคยนำมาฉาย เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับภรรยาที่ถูกสามีทำทารุณกรรมต่างๆ จนท้ายที่สุด เธอจับสามีมัดกับเตียงขณะที่เขาหลับ แล้วจุดไปเผาตาคาเตียงอย่างสาสมใจ และเรื่องนี้ ถ้าจำไม่ผิด เธอได้รับรางวัลจากการแสดงภาพยนตร์ทีวีเรื่องนี้ด้วย 

          แต่เส้นทางถนนสายบันเทิงของเธอไม่ราบรื่นนัก เมื่อเธอตัดสินใจเข้าสู่วงการหนังใหญ่ หนังช่วงแรกๆของเธอ ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย โดยเฉพาะการแสดงของเธอ ถูกนักวิจารณ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องSomebody Killed Her Husband  ที่เป็นหนังแนวฆาตกรรม ลึกลับ สืบสวนสอบสวน หรือหนังแนววิทยาศาสตร์ อย่าง LOGAN'S RUN หรือ SATURN 3 ที่แสดงคู่กับ เคิร์ก ดักลาส (พ่อของไมเคิล ดักลาส) เธอได้ห่ายหายจากหน้าจอไปนานประมาณ สี่ห้า ปี และเธอก็กลับมากับผลงานที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสาขานำหญิง ของรางวัลลูกโลกทองคำ EXTREMITIES เป็นเรื่องที่ทำจากบทละครเวที เป็นเรื่องของผู้หญิงที่ถูกคนร้ายบุกเข้าบ้านเพื่อจะข่มขืนและทำทารุณกรรมต่างๆนานา แต่ด้วยเหตุการณ์ที่พลิกผัน ขณะต่อสู้ดิ้นรนหนีผู้ร้าย ทำให้เธออยู่ในสถานะเป็นต่อ และตัวผู้ร้ายอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วหนังก็เล่นกับประเด็นความขัดแย้ง ที่ว่า คนผิดสมควรได้รับการให้อภัย หรือ สมควรรับโทษอย่างสาสม ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกอะไร  คุณธรรม การให้อภัย หรือการจัดการแก้แค้นกับคนร้ายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นหนังที่สนุกและนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจมาก และ FARAH FAWCETT ก็แสดงได้อย่างมีพลังและน่าประทับใจ

          หลังจากเรื่องนี้ ก็แทบไม่มีหนังของเธอให้ได้ดูอีกเลยในเมืองไทย ประกอบกับที่เธอต้องต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ นี่เป็นบทสรุปของชีวิตศิลปินดารานักแสดงที่ดังระดับโลก วันหนึ่ง ก็ถึงกาลต้องลาจาก ทิ้งผลงานความประทับใจไว้คู่โลก ความทรงจำที่เรามีต่อเธอ ไม่ได้อยู่ที่ความดังของข่าวสารที่ประโคมกันอยู่ตอนนี้ แต่อยู่ที่ผลงานที่เรายังสัมผัส และระลึกถึงอยู่เสมอ

          ขอไว้อาลัยแด่เธอ และขอให้ดวงวิญญาณของเธอ FARAH FAWCETT จงสถิตย์ ณ สรวงสวรรค์ ถึงเวลาที่เธอจะได้อยู่อย่างสุขนิรันดร์........

          ความที่ตัวเราเองเป็นคนที่ดูหนังในโรงภาพยนตร์เป็นประจำ ย่อมเจอะเจอกับสิ่งรายล้อมที่ชวนสุขใจบ้าง รำคาญใจบ้าง ซึ่งก็ต้องทำใจปล่อยวางเป็นกรณีๆไป ไม่ว่าจะเจอความน่ารำคาญประเภทที่คุยกันในโรงหนัง แม้โรงหนังแต่ละแห่งจะมีการรณรงค์ให้คนหุบปาก เวลาหนังฉายในหลากหลายเวอร์ชั่นแล้วก็ตาม นี่ยังไม่นับรวมประเภทที่ขนเสบียงอาหารที่ส่งกลิ่น ยังกะไปนั่งดูหนังกลางแปลงกลางแจ้งซะงั้น 

          เรื่องน่าหงุดหงิดใจที่พานพบ ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ร่วมชมภาพยนตร์ด้วยกันเอง ซึ่งก็พอจะปล่อยวางได้ เพราะถือว่าเป็นศูนย์รวมของผู้คนมากมาย ร้อยพ่อพันแม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจที่มาจากตัวโรงภาพยนตร์เองนี่สิ ทำใจและปล่อยวางลำบาก

          ช่วงนี้ ถ้าใครไปดูหนังในเครือเมเจอร์ ระหว่างการเข้าคิวอันยาวเหยียดรอซื้อตั๋วหนังอยู่นั้น หลายท่านคงมีโอกาสได้เจอกับพนักงาน ที่มาโน้มน้าวชักชวนให้ซื้อป๊อปคอร์นเพิ่ม เพื่อที่คุณจะได้อัพเกรทเป็นประชาชนคนมีอภิสิทธิ์ ได้เข้าคิวในแถววีไอพีในบัดดล คิดได้เนาะ โปรโมชั่นเห็นแก่ได้เยี่ยงนี้

          ผมว่านะ ณ จุดที่เขายืนอคิวซื้อตั๋วอยู่นั้น  สิ่งที่ผู้บริหารโรงหนัง หรือฝ่ายสร้างสรรโปรโมชั่นควรจะมีสำนึกในแง่การบริการ น่าจะเป็นเรื่องการอำนวยความสำดวกแก่ผู้มาจองตั๋วภาพยนตร์ที่จะฉายในอีก 10- 15 นาที ที่จะถึงมากกว่า เพราะในหลายๆครั้ง ที่บังเอิญไปจองตั๋วเอาในเวลาที่กระชั้น แต่ก็จำต้องรอคิวยาวเหยียดปะปนกับคนที่จองตั๋วล่วงหน้า ทำให้ต้องลุ้นว่า จะเข้าโรงหนังทันหนังฉายหรือเปล่า

          ธุรกิจบริการ ควรต้องคิดถึงผลประโยชน์และความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ มากกว่าคิดแต่จะขายอย่างไม่คิดตาม้าตาเรือ นะขอรับ