PLAYS

          ละครเพลง แม่นาค เดอะมิวสิคคัล จากค่าย DREAMBOX เป็นละครเพลงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ละครเพลงที่ดีนั้น เราสามารถคาดหวังได้ในสยามประเทศ ละครเวทีที่ดี ไม่ได้อยู่ที่การโปรโมทผ่านสื่อที่มากมาย ไม่ได้อยู่ที่สถานที่จัดแสดงที่เป็นเทรนด์  ไม่ได้อยู่ที่ดารานักร้องที่มีชื่อเสียงจนเป็นจุดขาย  แต่ละครเพลงที่ดี อยู่ที่องค์ประกอบอันหลากหลาย ที่ถึง ในคุณภาพนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉาก แสงสี เพลง ทั้งคำร้องและทำนอง คุณภาพการร้องและการแสดงของนักแสดงทุกคนและที่สำคัญ สมองของทีมงานในการคิดและสร้างสรรให้ออกมาเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นอารมณ์ ที่สื่อถึงคนดูได้อย่างมีพลัง และความคาดหวังทั้งหมดของเรา ที่มีต่อละครเพลงของไทยสักเรื่องนั้น แม่นาค เวอร์ชั่น ของ Dreambox ทำได้อย่างที่คาดหวัง หรืออาจเรียกได้ว่า เกินความคาดหวังเสียด้วยซ้ำ           ใครจะไปคิดว่า เรื่องเล่าขานกันมานานนมอย่างแม่นาค ผ่านหนังทั้งจอเงิน และ จอแก้ว ไม่รู้กี่เวอร์ชั่น จะมีมุมมองอะไรใหม่ๆให้กับเราได้ แต่เรื่องนี้ เขาทำได้ครับ และทำได้ดีมากๆด้วย เนื้อเรื่องที่ผ่านการตีความใหม่ ให้เหตุผลกับที่มาที่ไปของเรื่องราวความเฮี้ยน ของนางนาครวมถึงให้ความสำคัญกับตัวละครหลักๆทุกตัว ทำให้นางนาคเวอร์ชั่นนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่มีความหนักแน่นและได้อารมณ์ที่สุด ไม่แพ้เวอร์ชั่นภาพยนตร์ของ นนทรีย์ นิมิบุตร ด้วยซ้ำไป และที่สำคัญ ดูสนุกกว่าด้วย           เชื่อไหมว่า วินาทีแรกที่การแสดงเปิดฉาก ก็สามารถหยุดเรา พาเราเข้าสู่เรื่องราวได้อย่างจดจ่อ การแสดงตลอดกว่าสามชั่วโมง  เต็มไปด้วย  ความสนุก ประทับใจ ในบทบาทการแสดง การร้อง ของนักแสดงทุกๆคน เห็นได้ถึงความตั้งใจ เห็นได้ถึงความสามารถที่ถ่ายทอดออกมา บางช่วงบางตอนนี่ ขนลุกและปรบมือให้อย่างไม่อยากหยุดเพื่อให้เขาทั้งหลายได้รู้ว่า มีคนดูอย่างผม และ อีกหลายๆคน ที่ชื่นชมประทับใจ           สำหรับละครเพลงเรื่องนี้  ผู้ที่เราอยากจะชื่นชมให้มากเป็นพิเศษ แน่นอน คุณน้ำมนต์ ที่สวมบทเป็นนางนาค นี่แหละ ตัวจริง เสียงจริง ของผู้ที่สมควรจะมายืนอยู่บนเวที ของละครเพลง ไม่ใช่ไปเลือกดารามากความสามารถด้านการแสดง แต่อ่อนในเรื่องการร้อง แล้วก็มาให้เหตุผลว่าเธอเหมาะที่สุดแล้ว แม้จะร้องเพี้ยนไปมาแบบหาคีย์ไม่เจอเลยก็ตาม ก็ยังแสดงความชื่นชมให้คนดูเห็นผิดเป็นชอบอยู่นั่นแหละ  ละครเพลง ถ้าตัวแสดงร้องเพลงได้ไม่ดี ก็ควรถูกคัดออกตั้งแต่เริ่มคิดวางตัวแสดงกันแล้ว ....          ท่านที่สอง ก็คือครูอ้วน  มณีนุช หลังจากละครเรื่องนี้ จบลง เชื่อว่า ครูอ้วนต้องมีลูกศิษย์ลูกหาเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี  เชื่อว่านี่เป็นงานที่ครูอ้วน ได้โชว์ศักยภาพ ได้อย่างเต็มที่ที่สุดงานหนึ่ง  เทคนิคการร้องที่แพรวพราว หลากหลาย และสื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ทุกฉากที่ ครูอ้วนออกมานั้น จุดสนใจพุ่งตรงไปที่เธอจริงๆ           และที่สำคัญจะลืมไม่ได้ คือ ต้องขอชื่นชมผู้กำกับการแสดง พี่ลิง สุวรรณดี จักราวุธ ผมว่านี่เป็นงานกำกับละครระดับ มาสเตอร์พีซ ของเธอเลย เอาว่า ฉากเก็บมะนาว ของเวอร์ชั่นนี้  ก็กินขาดเวทีใหญ่ย่านรัชดาแล้วล่ะครับทั่น          จริงๆแล้ว ยังอยากชมอีกหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น ปุยฝ้าย ที่แสดงเป็น สายหยุด ในเวอร์ชั่นนี้ ก็โดดเด่น ไม่ถูกกลืนหายไปเพราะบทไม่อำนวย รวมถึงเหล่า Chorus ทั้งหลาย ที่แสดงเป็นชาวบ้าน พลังเสียงและลีลาก็สนุกสนาน โดยไม่ต้องพึ่ง นักแสดงตลก ที่ออกมาเล่นโชว์เหมือนตลกหน้าม่านซะงั้น นี่เป็นงานที่ผมชื่นชมมากเสียจน กลัวจะเป็นการชมออกนอกหน้าเกินไป  เอาว่า อยากแนะนำให้ไปชมกันโดยด่วน แล้วคุณๆท่านๆ จะได้รู้ว่า ละครที่ดีกับละครที่เป็นกระแสตลาดน้น มันได้อรรถรส แตกต่างกันอย่างไร  สุดสัปดาห์นี้ จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วนะครับ

          ก็ไม่รู้ว่า ละครเวที ที่เป็นแนว musical ของคุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ เรื่องต่อๆไปหลังจากนี้ จะมีรูปแบบ ที่พัฒนาฉีกออกไปจากวิถีเดิมๆไปได้สักแค่ไหน หากไม่คิดถึงเรื่องพัฒนาการใหม่ๆ และคิดว่า คนดูจะยังชื่นชอบชื่นชมกับงาน ที่ซ้ำซากกับมุขเดิม วิธีการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ มีโครงสร้างที่ซ้ำๆจนเดาทางได้หมดอย่างที่เป็นอยู่นี้ อีกหน่อย ละครของคุณบอย ต้องเสียคนดูที่เป็นแฟนประจำ อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ (ซึ่งเขาอาจไม่ได้แคร์อะไร 555)

          ละครเพลงเรื่องใหม่ แม่นาคพระโขนง เรื่องราวที่คนไทยรู้จักกันดีในระดับแมส นับว่าคุณบอย มีความกล้าหาญมากมาย ที่นำเรื่องนี้มาทำเป็นละครเวที ในแนว musical มีความคาดหวังมากมายจากคนดู ที่คาดว่าจะได้เห็น จะได้สัมผัส นันคือ ความน่ากลัว อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ต่างๆ ของแม่นาค ความเข้มขลังของการต่อสู้ระหว่างหมอผี กับ ตัวแม่นาค ทุกอย่าง ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างง่ายดาย และจุดอ่อนต่างๆของการเล่าเรื่องก็ถูกกลบด้วยเหล่าตัวแสดงตลก ที่ทำหน้าที่เอนเตอร์เทนคนดู ที่ขอบอกว่า สนุกพอประมาณ

          แต่ถ้าถามหาความประทับใจ ความแปลกใหม่ ก็คงมีอยู่น้อยเต็มที ตัวแสดงส่วนใหญ่มาในมิติที่แบนราบ ไม่มีใครโดดเด่นจนเป็นที่น่าจดจำประทับใจ แอบเอาใจช่วย น้องอาร์ ที่แสดงเป็นพ่อมาก แต่ก็ต้องผิดหวัง จะด้วยเพลงร้องที่ไม่ค่อยมีเอกภาพ และไม่ได้เพราะจนติดหู รวมทั้งเพลงเอกที่เป็นเพลงโชว์ของน้องเขา มันเป็นเพลงที่มีท่วงทำนวง mood & tone ที่ไม่เข้ากับละครในเรื่องนี้เอาเสียเลย และที่สำคัญอาร์เอาไม่อยู่ พลังเสียงไปไม่ถึง โดยเฉพาะช่วงที่ต้องใช้เสียงหลบ ต้องบอกว่า รับไม่ได้เอาเสียเลย (รอบที่ไปดู วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 14.00 น.)

          ตอนนี้ ใจจดจ่อรอดู แม่นาค ในเวอร์ชั่น ของดรีมบ๊อกซ์ ดูจากรายชื่อนักแสดงนี่ เป็นระดับตัวแม่ทั้งสิ้น แล้วจะมารายงานให้ได้อ่านกันครับเพื่อนๆ

 

          เว้นช่วงกันสิบกว่าปีที่เดียว นับจากเมื่อครั้งทึนทึก (original cast) จัดแสดง การตีตั๋วเข้าชมในภาค 2 นี้ เปรียบเหมือนการมาเจอกันระหว่างแฟนๆละคร กับ ทีมผู้แสดง เพราะเมื่อละครเปิดฉาก เปิดตัวนักแสดงแต่ละคน คนดูในรอบวันที่ 22 พย. ที่ผ่านมา ก็ปรมมือต้อนรับเกรียวกราว เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่แสนจะคิดถึง ได้บรรยากาศ และอารมณ์สนุกไปอีกแบบ

          ความน่าสนใจของทึนทึก 2 อยู่ที่ ตัวละครเดิมๆกลับมากันครบทีม และล้วนเป็นดาราละครเวทีระดับตัวพ่อตัวแม่กันเลยทีเดียว ดังนั้น ความจัดจ้าน จังหวะในการแสดง ต่างๆนั้นหายห่วง ส่วนหน้าใหม่ เอ๊ยหน้าเก่า แต่เป็นตัวละครตัวใหม่ของเรื่องอย่าง นีโน่ ก็มาแบบแย่งซีนสุดๆ ที่สำคัญ บทก็เอื้อให้นีโน่ กลบความเด่นของตัวแสดงทุกครั้งที่เป็นซีนของเขา ความลงตัวของบทในตอนนี้ จึงไม่ราบรื่นและลงตัวเท่ากับภาคแรก หลายๆช่วง ที่ปล่อยให้มีการยิงมุขกันไปมา โดยที่เรื่องราวนิ่งสนิทไม่ไปไหน แต่ถ้าจะดูเอาขำ ก็ขำได้ตลอด และที่คาดหวังว่าจะได้เห็น ก็คือมุขแขวะสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ก็มีให้ได้ชมกันแบบไม่ต้องลุ้นเลย ก็อ่ะนะ คุณตั้ว ลงทุนลงจากเวทีพันธมิตรมาซ้อมมาแสดงทั้งที จะไม่มีเสียเลย ก็ดูจุดเหมือนจุดยืนในการเลือกข้างจะไม่ชัดเจน

          ที่แซวคุณพี่ตั้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ตรงข้ามหรืออะไร และจากรอบที่ดู ก็อุ่นใจแทนคุณตั้ว ว่าเจอแต่พวกพ้องสีเดียวกันทั้งสิ้น มีเสียงจากใครบางคนบอกว่า รู้งี้ เอามือตบมาดูละครด้วยก็ดี ได้ยินก็นึกขำ และแอบเห็นด้วยอย่างไม่รู้ตัว

         

          จากบทประพันธ์สุดคลาสสิคของ ศรีบูรพา ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน ข้ามผ่านเวลามาหลายยุคสมัย เคยเป็นภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของเปี๊ยก  ทรงศรี มีคาร่า พลสิทธิ์ ประกบ เคน ธีรเดช ในยุคที่ acting แข็งเป็นหิน ซึ่งหนังทั้งสองเวอร์ชั่น ก็สร้างความประทับใจและไม่ประทับใจในจุดที่ต่างกัน แต่ที่ถูกวิจารณ์แทบจะเหมือนกันก็คือ สำรวนพูดอันไพเราะดั่งบทกวันั้น เมื่อมาเป็นหนัง ให้ตัวละครพูด มันดูไม่ธรรมชาติ และประดักประเดิด จนเป็นความน่าขันในบางฉากบางตอน แต่เมื่อวรรณกรรมเรื่อง ข้างหลังภาพ ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเพลง ความสวยงามของบทประพันธ์ ถูกแปลงเป็นบทเพลง ซึ่งคงทลายกำแพงในเรื่องความเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเสียดายว่า ความไพเราะของท่วงทำนองเพลง ไม่สามารถสะท้อนความงดงามของบทประพันธ์ได้ และที่น่าเสียดาย ก็เป็นบทพูดคลาสสิค หลายๆตอนที่คนดูที่เป็นแฟนหนังสือ คากหวังจะได้เห็น ได้ฟังจากปากตัวละคร กลับถูกถ่ายทอดผ่านน้องบี้ เดอะสตาร์ อย่างตั้งใจเกิน ประกอบกับท่าที่เกร็ง และกางแขนด้วยมาดแมนตลอดเวลาของเขา เลยดูเหมือนยืนอ่านสาส์น เพื่อป่าวประกาศ มากกว่า จะสื่อด้วยอารมณ์จากก้นบึ้งหัวใจ และฉากที่พยายามใส่มุขตลกเกี่ยวกับบ้านเมือง ก็ฝืดจนเรียกเสียฮาไม่ได้เอาเสียเลย คงเป็นเพราะมัวแต่ยั้ง ไม่เล่นให้สุดๆ อารมณ์คนดูก็เลยยั้งๆ ไม่สุดตามอย่างช่วยไม่ได้

          สิ่งที่ต้องชมอย่างมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือความกล้าหาญและความตั้งใจของ บอย ถกลเกียรติ ฉาก มิตาเกะ ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว แม้ว่า ต้นไม่ใบไม้จะมีสีสันที่แรงจัดจนดูปลอมเกินไปหน่อย แต่ก็ทดแทนได้ด้วยความตื่นตา จากน้ำตกที่ไหลล้นทั่วเวที และที่สุดยอดมากๆ จนแอบเห็นดาราบางคนที่ไปดูในรอบปฐมทัศน์(22 สค.) คืนนั้น Standing Ovation กันเลย ก็คือการแสดง และ เสียงร้องอันไพเราะและมีพลัง ของ แพท สุทธาสินี

          อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นผลงานของคนไทย ที่มีความเป็น original มากขึ้นเรื่อยๆ และน่าสนับสนุนให้กำลังใจกันอย่างยิ่ง แม้ไม่ใช่งานที่สมบูรณ์เพอร์เฟค แต่ก็ไม่ใช่งานประเภทสุกเอาเผากิน  ขอปรบมือให้ครับ