กินรีสีรุ้ง

posted on 22 Jun 2010 19:55 by maxisme

ละครเวทีเรื่องใหม่ ของบอย ถกลเกียรติ เรื่อง กินรีสีรุ้ง ที่มีต้นฉบับดั้งเดิมมาจากบทละครเวทีของฝรั่งเศสเรื่อง La Cage aux Folles ตั้งแต่ปี 1973 โน่น และเคยถูกดัดแปลงเป็นหนังฝรั่งเศสในชื่อเรื่องเดียวกัน ในปี 1978 และทางฝั่งอเมริกาก็ได้นำเรื่องมาดัดแปลงเป็นละครบรอดเวย์ รวมถึงการขึ้นจอภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง Birdcage ที่กำกับโดย ไมค์ นิโคลส์

ในไทยเอง ก็เคยมีคณะละครเวทีเช่น แดสฯ หรือย้อนหลังไปสมัยละครมณเฑียร ก็เคยมีการสร้างออกมา แต่ไม่ได้มาในเวอร์ชั่นละครเพลง  

ความที่เป็นบทละครที่มีพล๊อตเรื่องที่สนุก เอื้อให้เป็นได้ทั้งละครเวที ละครเพลง หรือแม้กระทั่งการเป็นภาพยนตร์ ก็เลยมีการสร้างออกมาบ่อยครั้ง ไม่แพ้ พจมาน บ้านทรายทอง (อันนี้ล้อเล่น 555) และตัวเราเองก็ตามดูมันซะทุกเวอร์ชั่น

สำหรับเวอร์ชั่นคุณบอย เมื่อแรกที่รู้ว่ามีการสร้างเรื่องนี้ ก็มีอาการคาดหวังเสียมากมาย แต่คุณบอย ก็ต้องทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังอีกแล้วท่าน งงมาก ว่าละครที่มีพล๊อตที่ดีขนาดนี้ ทำไมไม่สนุกเอาเสียเลยในเวอร์ชั่นนี้ เสน่ห์ของเรื่องขาดหายไป รวมทั้งความรักของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น คู่รักเกย์ พ่อ ลูก หรือ พ่อกะคุณแม่ (หมายถึงที่เป็นเกย์)  มันไม่สามารถสื่อถึงความรักความผูกพันที่มีให้กัน แล้วตัว production เอง ก็พยายามเน้นความยิ่งใหญ่ในฉากเต้นรำ ซึ่งก็ไม่ได้มีความสวยงามอย่างที่น่าจะเป็น การออกแบบท่าเต้นก็ไปในแนว circus เตะเท้ากันอยู่นั่น น่าเบื่อ

และที่สำคัญที่สุด ตัวละคร สำคัญ ที่สร้างเซอร์ไพรซ์ในตอนจบเรื่อง ก็ตัดทิ้งไปซะงั้นเลย โห ... ช่างกล้า สิ่งที่ได้ติดกลับบ้าน ก็เลยเป็นความเซ็งซะงั้นเลย 

 

 

An Education

posted on 26 May 2010 08:09 by maxisme in Moviemania

          หนังเล็กๆเรื่องหนึ่ง ทีเป็นที่กล่าวขานถึงเมื่อปีที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จถึงขั้นได้เข้าชิง 3 รางวัลออสการ์ โดยเฉพาะรางวัลผู้เข้าชิงดารานำหญิงยอดเยี่ยม Carey Mulligan นั้น เป็นที่จับตามองและลุ้นของใครหลายคน

          หนังเรื่องที่ว่านี้ คือเรื่อง An Education ความโดดเด่นทั้งการแสดงของ ดารานำหญิง รวมถึงบทภาพยนตร์ สมควรอย่างยิ่งที่ได้เข้าชิงรางวัล บทหนังที่มีความชัดเจนในการนำเสนอแก่นของเรื่อง ที่พูดถึงอนาคตของคน ที่ไม่ได้ได้มาด้วยวิธีง่ายๆ การที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จนั้น หลายๆชีวิตในสังคมอาจใช้หรืออาจมองหาทางลัด แต่ถ้าพื้นฐานไม่แน่น ไม่มั่นคง มันก็ล้มเอาได้ง่ายๆ และการจะได้มาซึ่งฐานที่มั่นคงของชีวิตนั้น ก็คือการใฝ่รู้ใฝ่ศึกษานั่นเอง และนั้นก็คือคอนเซ็ปท์ที่หนังต้องการบอก นอกจากแก่นเรื่องที่ว่านี้แล้ว ตัวบทหนัง ยังตั้งคำถามให้ได้ถกเถียงกัน ถึงการเรียน การศึกษา และการเลือกใช้ชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้ยัดเยียดกันแบบสูตรสำเร็จ Carey Mulligan กับการแสดงที่ยอดเยี่ยม ที่แสดงถึงพัฒนาการของตัวละครได้อย่างแนบเนียน ถึงไม่ได้รับรางวัลบนเวทีประกวด แต่ในเวทีของนักแสดง เธอประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย

          หนังที่พูดถึงความสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้ ถึงที่สุดแล้ว ก็มีแต่คนที่มีการศึกษาในระดับหนึ่งเท่านั้น ที่จะเสพหนังเรื่องนี้ และชื่นชมหนังเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่หนังแนวตลาดบู๊ล้างผลาญ โชว์เทคนิคอันตระการตา กับกลุ่มคนที่เราอยากจะให้เขาเห็นด้วยกับความสำคัญของการศึกษา เขาจะมีโอกาสได้รับสาระที่เป็นประโยชน์เช่นนี้หรือ นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบครับพี่น้อง

 

          เมื่อวันที่ไปดูหนังเรื่อง Avatar ได้เลือกไปดูโรงหนังเปิดใหม่ที่อยู่ใกล้บ้าน Esplanade สาขาแคราย-งามวงศ์วาน เป็นโรงที่จัดอยู่ในระดับเกรดเอของค่ายเมเจอร์ ค่าตั๋วก็ไม่ต้องพูดถึง ก็สูงขึ้นตามระดับที่ถูกเซ็ทไว้ โรงนี้ มีจุดขายเรื่องระบบ 3 มิติที่มากโรงที่สุด ณ ในขณะนี้ ซึ่งก็เหมาะอย่างแรงกับการเปิดตัวด้วยหนังอย่าง Avatar

          วันที่ไปดูหนังเรื่องนี้ ในระบบสามมิติที่ต้องสวมแว่น หนังจบถอดแว่นเดินออกจากโรงด้วยความตื่นเต้นประทับใจ ในมือก็ถือแว่นสามมิติอยู่ หน้าประตูตามปกติจะต้องมีพนักงานคอยรับแว่นจากผู้ชม บังเอิญรอบวันนั้น กลับไม่มีพนักงานยืนอยู่แม้่แต่คนเดียว เราก็กำลังคุยกะเพื่อนเพลิน ใจก็นึกว่า หน้าทางออกตรงบริเวณที่เก็บตั๋ว คงจะมีพนักงานเก็บแว่น ก็ไม่ได้คิดอะไร บัดเดี๋ยวนั้น ก็มีพนักงานหญิงในชุดสูท ซึ่งดูจากการแต่งกายแล้ว ตำแหน่งคงไม่ใช่ระดับเด็กๆ พูดขึ้นมาด้วยเสียงดังฟังชัดฉะฉานว่า

           "กรุณาวางแว่นไว้หน้าทางออกด้วยนะคะ แว่นแต่ละอันราคาแพงมากนะคะ"

อือหือ ใครจะรู้สึกอะไรไม่ทราบ แต่สำหรับเรา ควันออกหูครับพี่น้อง หันไปถามในบัดดลว่า

          "พูดอย่างนี้หมายความว่าอะไรเหรอครับ คุณคิดว่าผมจะขโมยแว่นคุณรึไง"

 พอเราพูดจบ ดูเธอก็ไม่มีทีท่ารู้สึกรู้สมอะไร นอกจากเอ่ยคำว่า "ขอโทษค่ะ" แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปรับแว่นจากผู้ชมท่านอื่นๆที่ทยอยเดินออกจากโรง ดีนะที่ไม่มาต่อปากต่อคำ ไม่งั้น งานนี้ถึงห้องผู้จัดการเป็นแน่ เอ ดูจากชุดที่เธอสวมใส่ รึเธอจะเป็นผู้จัดการศูนย์ซะเอง ถ้าเป็นงั้น จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ที่โรงหนังระดับ Esplanade มีพนักงานที่มีทัศนคติที่แย่ๆอย่างนี้

          ไม่รู้ว่าจนถึงตอนนี้ เธอผู้นี้จะรู้ตัวรึเปล่าว่า คำพูดที่เธอพูดกับลูกค้าในโรงหนังนั้น มันเป็นคำพูดที่ไม่สร้างสรรเอาเสียเลย ถ้าเพียงพูดแค่ว่า "ช่วยกรุณาวางแว่นตาไว้หน้าทางออกด้วยนะคะ" แค่นั้นแหละ ก็ไม่ไปกระตุ้นต่อมจี๊ดใครต่อใคร

 

          ยากนักที่จะมีละครทีวีไทย จะทำให้เราติดตามได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า 5 ตอน ด้วยเหตุผลในแง่งานสร้างที่สุกเอาเผากิน บทและการแสดงที่หาเหตุผลไม่ได้ ยิ่งละครเรียกเรทติ้งยุคปัจจุบัน จะประโคมกันสร้างความสะใจคนดูด้วยบทนางเอกนางร้ายที่ตามตบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ตามตบกันชนิด เริ่มจากในบ้าน วิ่งหนีไล่ล่าตบกันถึงนอกบ้าน สนามหญ้า ลานจอดรถ แล้วก็จบลงในสรถว่ายน้ำ ที่ตกน้ำตกท่ากันเปียกปอน ถ้าไม่คิดอะไรก็มันสะใจกันตามระเบียบ แต่ถ้าใช้แง่มุมทางศีลธรรมจรรยา มองกันสักหน่อย ล้วนเป็นเร่องน่าตำหนิอย่างให้อภัยไม่ค่อยจะได้

          และด้วยละครที่ไม่เคยดูต่อเนื่องเกินกว่า 5 ตอน ก็เลยเลือกที่จะไม่พูดถึง แต่สำหรับละครเรื่องสูตรเสน่หา ที่เพิ่งอวสานลงไปนั้น เป็นข้อยกเว้น ด้วยอุบัติเหตุบางอย่างในชีวิต ทำให้ได้นั่งดูละครเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 5 ตอน และด้วยความคับข้องใจอยากจะพูด ก็เลยติดตามดูจากซีดีที่วางจำหน่าย เพื่อให้รับรู้เรื่องราวมากพอที่จะพูดถึงได้

          ไม่ปฎิเสธว่านี่เป็นละครที่ดูสนุก แคแรคเตอร์ในละครแต่ละคนมีสีสันจัดจ้าน และตัวแสดงแต่ละคนก็แสดงกันอย่างเต็มที่ โชว์พลังโชว์ของกันอย่างไม่มีกั๊ก โดยเฉพาะแอน ทองประสม ถือว่านี่เป็นบท comedy ที่เธอต้องใช้ความสามารถอย่างมาก เพราะไม่เช่นนั้น .... ลองจินตนาการตามนะครับ บทของเธอ สวย รวย เอาแต่ใจ ฉันจะเอาอะไรต้องได้ ทุกคนต้องทำตามฉัน ต้องฟังฉัน ใครอย่ามาคิดร้ายกับฉัน ฉันจะขอเอาคืน เป็นตัวละครที่ชอบเห็นความพินาศฉิบหายของคู่อริ และหลงตัวเองอย่างร้ายกาจ คิดว่าตนเองเป็นคนเพอร์เฟคที่สุด ปั้นน้ำเป็นตัว โกหกตาใสเพื่อให้ได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ... เอาล่ะท่านๆ ขอถามหน่อยเถอะว่า ในชีวิตจริง ถ้ามีคนอย่างนี้อยู่ในชีวิตเรา เราจะอยากคบอยากเข้าใกล้ไหม ใครคิดอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับผม ขออยู่ไกลๆ เพราะเธอคงไม่มานั่งฟังคำแนะนำอะไรจากเราหรอก แต่ด้วยแคแรคเตอร์นิสัยแย่ๆแบบนี้ อยู่ในมือของนักแสดงระดับเทพแบบ แอน ทองประสม ทำให้คนดูทั้งรักและเอ็นดู พร้อมยอมรับทุกสิ่งที่เธอเป็น

          ในฉากที่ทำให้เรารู้สึกเหลืออดเหลือทน และต้องเขียนระบายเสียยืดยาว ก็คือตอนจบของละคร ที่แอนระบายความรู้สึกที่มีต่อเคน (สุภาพบุรุษในฝันของสาวค่อนประเทศ) และขอเคน (ครูกุ๊ก) แต่งงาน ในระหว่างพิธีแต่งงานของวิลลี่ และ ซอนย่า นั้น สำหรับเรา นี่เป็นการเขียนเรื่องเขียนบทที่เอาสนุกเอามันจนลืมนึกถึงความเหมาะความควรอย่างยิ่ง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของตัวละครที่น่าตำหนิที่สุด มันเป็นการกระทำที่ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดการยั้งคิด รู้รึเปล่าว่านี่กำลังทำลายพิธีการแต่งงานอันสำคัญของคู่บ่าวสาวอีกคู่หนึ่ง เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายแล้ว คำขอโทษเจ้าบ่าวเจ้าสาวสักคำก็ไม่มี แถมยังพาขับรถเจ้าบ่าวเจ้าสาว (just married)ออกจากงานไปซะงั้น แล้วบทสรุปของละครคืออะไรเหรอครับ ... ผู้หญิงนิสัยแย่ๆ คนหนึ่ง สักวัน ก็จะต้องเจอเทพบุตรในฝันที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างนั้นเหรอ เด็ก เยาวชนทั่วไปที่นั่งดูละครเรื่องนี้ เขาจะแยกแยะกันได้ไหม ว่านี่เป็นเพียงละครเรื่องหนึ่ง ที่อุปโลกให้ตัวละครแย่ๆคนหนึ่ง ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก ที่กลัวก็คงเป็นเรื่องคนดูที่ยังเด็กเกินจะแยกแยะ คงซึมซับกันไปเต็มๆว่า เห็นไหม ไม่ว่าเราจะแย่อย่างไร เราก็เป็นอย่างที่เราเป็นนั่นแหละ ไม่ต้องสำนึก ไม่ต้องปรับปรุง ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรทั้งนั้น ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ สักวันชีวิตก็ต้องมีความสุขเข้าสักวัน ก็ต้องเจอสิ่งดีดีเข้าสักวัน ... คิดไปก็น่าเศร้านะครับ ถ้าคนเป็นอย่างนี้กันหมด บ้านนี้เมืองนี้จะพบความสงบสุข ความเจริญได้อย่างไรหนอ