and

SEX AND THE CITY

posted on 08 Jun 2008 20:45 by maxisme in Moviemania

          ไม่รู้ว่าเชยไปไหม ถ้าจะบอกว่า รู้จักเรื่องราวของ SEX AND THE CITY จากการอ่านบทวิจารณ์ตามนิตยสาร แต่ไม่เคยดูทางทีวีเลย พอเขาเอามาสร้างเป็นเวอร์ชั่นที่ฉายทางภาพยนตร์ ก็เลยรีบไปดูตั้งแต่วันแรกๆของการฉายเลย

          นี่เป็นหนังที่สะท้อนมุมมองของผู้หญิงที่มีต่อความรักและเซ็กส์ ได้อย่างค่อนข้างชัดเจน และตรงไปตรงมา เชื่อว่าคงมีหลายๆประเด็นที่จะทำให้คนดูวัยผู้ใหญ่ จะต้องสะอึก  ไปกับเนื้อหาในหลายๆตอน

          และอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้ชัดมากๆ ก็คอวิถีชีวิตคนอเมริการะดับชนชั้นมีอันจะกิน ไม่รู้ว่านี่เรียกว่าความสุขจริง หรืออะไร เพราะทุกอย่างดูเป็นเรื่องของวัตถุไปเสียหมด ดีว่า ประเด็นที่หนังสื่อสาร นอกจากจะฉาบไปด้วยสีสันของแฟชั่นอันฉูดฉาดแล้ว ยังมีมุมมอง แง่คิดกับชีวิตดีดี ติดตัวกลับบ้านไปด้วยเหมือนกัน

          หนังดูสนุก บทสนทนาคมคาย ทะลึ่งตึงตัง แต่ออกจะยาวไปนิด ช่วงท้ายเรื่อง ดูเหมือนพยายามเกลี่ยบท และพยายามสรุปทุกอย่างให้จบอย่างลงตัวมากไปนิด

แสงศตวรรษ (SYNDROMES AND A CENTURY)

posted on 18 Nov 2007 23:17 by maxisme in Moviemania

          ติดตามงานภาพยนตร์ของคุณเจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อยู่หลายเรื่อง นับแต่ หัวใจทรนง (TheAdventure of Iron Pussy) หนังฮาแตก เล่นกับสไตล์หนังไทยโบราณยุค มิตร - เพชรา และตามด้วยหนังโคตรงง โคตรไม่รู้เรื่อง โคตรน่าเบื่ออย่าง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) และหนังเรื่องต่อมาคือ สัตว์ประหลาด (Tropical Malady)  เป็นหนังแปลก ที่เอื้อให้เกิดประเด็นถกเถียงตีความอย่างอิสระ ในความเห็นของเรา เรามองว่าเรื่องสัตว์ประหลาดเป็นหนังที่มีความน่าสนใจ ทำให้เราจดจ่อเฝ้าติดตาม แม้่จะงงอยู่มากมายว่า เรากำลังเฝ้าตามเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม แต่มันก็มีพล็อต มีเรื่องราวเอื้อให้คิดให้ตีความ แต่สำหรับเรื่อง Blissfully Yours นั้น ไม่ไหว ย่อยยากเกิน

          เมื่อวันที่ 17 พย. ที่สมาคมฝรั่งเศส ได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ ให้ผู้สนใจเข้าชมฟรี หลังจากที่โดนกระบวนการพิจารณาหนังในบ้านเราทำพิษ จนไม่ได้ฉายในเมืองไทย แต่ก็ไปเก็บเกี๋ยวชื่อเสียงจากงานเทศกาลต่างประเทศ

          นับเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และ ได้มีโอกาสเจอกับผู้กำกับและทีมนักแสดง เพราะรอบฉายในวันนี้ มี Q&Aตอนหนังฉายจบด้วย

          ตลอดเวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกได้ว่าสนุก เพลิดเพลิน และขำกลิ้งกับบทสนทนา และแคแรคเตอร์ตัวละครแทบทุกตัวในหนัง ทุกคนแสดงได้ธรรมชาติมากมาก  แต่ความงง ในแบบของหนังคุณเจ้ย ก็ไม่ได้หนีหายไปไหน ซีเควนซ์หลายๆซีเควนซ์ของหนัง ที่ว่าสนุกเพลิดเพลิน แต่เมื่อนำมารวมๆกันมันหาจุดเชื่อมโยงไม่เจอ ไม่รู้ผู้กำกับจะบอกอะไร พยายามตีความ ใช้หยักสมองทุกหยักนั่งคิด วิเคราะห์ แต่ขอโทษเถอะ ย่อยยากอีกแล้ว ทีนี้ ช่วงเวลา Q&A ตอนหนังฉายเสร็จ ก็เลยเป็นช่วงเวลาที่เราคอยอย่างจดจ่อ

          ผู้ชมแทบทุกคนก็อยากรู้ว่า เออหนอ คุณเจ้ยยยยย ทั่นจะสื่อจะบอกอะไรกะคนดูรึ ปรากฏว่า คุณเจ้ยบอกว่า หนังเรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของพ่อและแม่ของตนเอง ซึ่งเป็นแพทย์ทั้งคู่ หลายๆเหตุการณ์ในเรื่อง นำมาจากสิ่งที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง สถานที่หลายๆที่ ก็เป็นที่ที่คุ้นเคย จดจำ ..... ฟังคำสัมภาษณ์แล้ว ขอสรุปได้คำเดียวว่า นี่เป็นหนังโคตรส่วนตัวเลย ไม่บอกจะรู้ไหมเนี่ย และอีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกก็คือ คนดูเวลาเราเสพสื่ออะไรก็ตาม เราก็เอาประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ นั่งคิดนั่งตีความไปแต่หารู้ไม่ว่า มันไม่ได้ตรงอะไรกับที่ผู้กำกับคิดและต้องการสื่อออกมาเลย ก็เลยอยากตั้งคำถามว่า นี่ใช่ไหม ที่เขาเรียกว่า หนังอินดี้ หนังอาร์ต ต้องให้คนดูมีอิสระ ในการตีความ แม้จะเป็นความหมายเดียวกันหรือต่างกันกับที่ผู้กำกับคิด ผู้กำกับต้องการสื่อก็ตาม ... อือ งั้นเราก็ลุกขึ้นมาทำหนังกันเถอะ จะคิดอะไร จะสื่ออะไรก็ได้ ตามใจ เพราะคนจะคิดจะตีความอะไร ก็ไม่มีอะไรผิดอยู่แล้วนี่นะ

          และสำหรับเรื่องฉากสี่ฉาก ที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ในไทย ขอให้ตัดออกนั้น ในความเห็น ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่เห็นด้วยว่าควรตัดออก ก็คงเป็นฉากเกี่ยวกับพระโดยเฉพาะฉาก พระเล่นกีตาร์นั้น มันดูไม่เหมาะไม่ควรจะว่าเรา Conservative ก็เหอะ สังคมไทย เรื่อง sensitive แบบนีั้ อย่าไปแตะเลย เพราะถึงที่สุด ผู้กำกับอาจมีเจตนาที่ดี แต่ภาพที่เห็น ไม่มีคนคิดแบบที่ผู้กำกับคิดไงครับ (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ผู้กำกับคิดทาง คนดูก็คิดไปอีกทาง) ส่วนฉากอื่นๆก็ไม่เห็นจะน่าเกลียดอะไร แต่ฉากที่หมอพูดจาเสมือนมีนัยยะทางจีบพระ ดูจะหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม มากกว่าด้วยซ้ำไป

          อ่านข้อเขียนตัวเองในบทนี้ ก็คงงงงงไม่แพ้ตัวหนัง สรุปว่า นี่เป็นหนังแนวส่วนตัวมากๆของผู้กำกับเจ้ย ที่ดูสนุกมากมาก นักแสดงแสดงกันธรรมชาติมากมาก มีความกล้าหาญมากๆในการนำเสนอ และที่สำคัญ เป็นเรื่องที่งงน้อยที่สุด เพราะได้มีโอกาสอยู่ตอน Q&A มิฉะนั้น ก็คงงงมากมากเหมือนเรื่องที่ผ่านๆมาของ คุณเจ้ย

          ปิดท้ายอีกนิด ได้มีโอกาสซื้อหนังสือที่ทีมงานเอาไปขายในงานนี้ ชื่อ "สัตว์วิกาล ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" ถ้าใครมีโอกาส หามาอ่านกันนะครับ จะได้เสพงานของคุณเจ้ย ได้อย่างเข้าใจเขามากขึ้น