in

          ได้เดินทางไปฮ่องกงกับครอบครัว ช่วงวันที่ 4-7 พค. ที่ผ่านมา เป็นการเดินทางที่มีการวางแผนล่วงหน้าเป็นเดือน ด้วยความตั้งใจอยากพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง หลังจากที่ตัวเอง ไปเที่ยวแทบทุกปี ได้เห็นบางครอบครัว พาพ่อแม่ไปเที่ยว ทั้งๆที่พ่อแม่อยู่ในวัยชรา เดินไม่ไหว ต้องใช้ wheel chair ก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นไปกัน หันมามองตัวเราเอง ทั้งพ่อและแม่ก็ยังแข็งแรง ยังมีแรงเดิน ทำไมเราไม้่ใช้โอกาสนี้พาท่านไปเที่ยวซะตอนนี้ล่ะ

          ก่อนวันเดินทาง ก็ต้องเจอกับข่าวอันแสนเครียด ด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดไปยังหลายประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องกง ประเทศที่กำลังจะเดินทาง เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ว่าจะไปหรือยกเลิก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไป ด้วยเหตุผลที่ว่า

1. การพบเชื้อหวัดที่ฮ่องกง ไม่ได้มาจากคนฮ่องกง แต่เป็นคนเมกซิโกที่เดินทางมาที่ฮ้่องกง

2. ฮ่องกง เคยมีประสบการณ์เผชิญกับ โรคซาร์ มาก่อนหน้านี้ ดังนั้น การรับมือกับสภาวะโรคระบาดย่อมเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ

3. โทรไปสอบถามสถานการณ์จาก กองควบคุมโรคติดต่อ ก็ได้รับคำแนะนำว่า เดินทางได้ แต่ขอให้ดูแลตัวเอง หมั่นล้างมือ ใส่ mask ปิดจมูก ฯลฯ

          ในที่สุดก็ตัดสินใจ หอบคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว ไปตะลุยฮ่องกง ท้าทายไข้หวัดใหญ่ที่เป็นข่าวแพร่สะพัดอยู่ในขณะนี้

          พอเดินทางไปถึงสนามบิน CHEK LAP KOK ก่อนผ่านเข้าเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง ก็จัดการแจก mask ให้ใส่กันทุกคน ดูเป็นครอบครัวอนามัยสูงอย่างไรอย่างนั้น สังเกตุสภาพเจ้าหน้าที่ในสนามบิน ก็มีคนใส่หน้ากากเกินครึ่ง  แต่พอผ่านการตรวจเอกสารต่างๆเรียบร้อย รอรับกระเป๋าเดินทางเสร็จ ออกมาโถงใหญ่ของสนามบิน เชื่อไหม มีคนใส่หน้ากาก ไม่ถึง 5 % กระมัง ไอ้เราก็อึดอัดหายใจไม่สะดวก มองหน้ากันไปมากับคนที่บ้าน ก็ตัดสินใจ ถอดมันเถอะ ไม่ไหวอ่ะ

           ตลอดสี่วันที่อยู่ที่ฮ่องกง ตะลุยไหว้พระ ชอปปิ้ง หาร้านอาหารอร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง รับประทาน ขึ้นรถไฟใต้ดินเป็นว่าเล่น ข้ามไปข้ามมาฝั่งเกาลูน ฮ่องกง (ทัวร์นี้จัด route การเดินทางเอง เข้าไปดูภาพได้ที่ http://huiisme.hi5.com )  ไม่เห็นมีบรรยากาศของการเฝ้าระวังเรื่องการแพร่โรคหวัดร้ายอย่างที่เรารับข่าวในเมืองไทยเลย  ทุกอย่างก็ดำเนินอย่างปกติ ถนนหนทาง มีคนใส่หน้ากากปิดหน้าปิดจมูก ไม่ถึง 1%

          จากประสบการณ์นี้ ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่า การที่ประเทศมีเหตุการณ์ใดที่ไม่ดี และเป็นข่าวออกสู่สาธารณชนทั่วโลกนั้น มันสามารถสร้างการรับรู้ที่น่ากลัวได้อย่างมาก ทั้งๆที่ เหตุุการณ์บางเหตุการณ์ มันอาจจะสะท้อนภาพกลุ่มคนบางกลุ่ม หรือสถานที่เพียงบางจุด แต่ข่าวที่ออกมา มันมักจะเป็นในลักษณะเหมารวมซะอย่างนั้น ไม่แปลกใจ ที่การท่องเที่ยวในไทย ถึงมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเที่ยวกันน้อยลง ไม่แปลกใจ ที่ข่าวความขัดแย้งต่างๆของคนในสังคม จะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยต้องย่ำแย่

          ถึงตอนนี้ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า เราคนไทยทุกคนมีส่วน ช่วยสร้างชาติ สร้างความเจริญ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยได้ ด้วยมือของเราทุกคนจริงๆ

         

A Moment in June

posted on 17 Feb 2009 15:43 by maxisme in Moviemania

          เป็นหนังที่เคยเห็นชื่อ จากเทศกาลหนัง และก็ไม่ค่อยได้ติดตามหาข้อมูลอะไรมากนัก แต่พอตัวหนังเริ่มมีผู้จัดจำหน่ายอย่างค่าสหมงคลฯ ก็เลยทำให้ชื่อที่เงียบๆในตลาดเมืองไทย กลายเป็นที่น่าสนใจขึ้นมา ถือเป็นหนังอินดี้ ที่รวบรวมทีมผู้แสดงฝีมือดีทีมใหญ่ทีเดียว แต่คู่ที่อยากดูที่สุด กลับเป็นคู่ของคุณสุเชาว์ และ คุณเดือนเต็ม ซะงั้น

          ถามว่าชอบไหม ก็คงขอตอบแบบฟันธงด้วยรสนิยมส่วนตัวเลย ว่าไม่ค่อยอ่ะ แต่ถามว่าหนังดีไหม ก็ใช้ได้ แต่โดยส่วนตัว ไม่ค่อยชอบหนังทีมีโทนอ้อยอิ่ง แบบประดิษฐ์ให้อ้อยอิ่ง (งงไหมอ่ะ) ตัวละครที่เราเข้าไม่ถึง ประเด็นปัญหาที่เรามองว่า แก้ไขได้ไม่ยาก ก็เลยไม่ค่อยอิน เป็นการส่วนตัวจริงๆ แต่เชื่อว่าหนังแนวนี้ ก็อาจจะถูกจริตกะคนหลายๆคนก็เป็นได้ จุดที่ไม่ชอบเอาเสียเลย ดูจะเป็นเรื่องของบทสนทนา ที่ดูไม่ค่อยจะเป็นภาษาที่คนจะพูดกัน ดูเป็นภาษาไทยในแนวที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ อย่างไรมิรู้ได้ เลยแปร่งๆหูพิกล

          จุดที่ต้องชมผู้กำกับ คงเป็นเรื่องกลวิธีการเล่าเรื่อง ที่ชวนให้ติดตาม แม้จะเดินเรื่องแบบเนิบช้า แต่ก็มีแกนให้เราสนใจอยากติดตาม ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร และการผสมผสาน เรื่องจริง กับเรื่องที่แสดงอยู่ในละครเวที ก็ทำได้เนียนอย่างน่าชื่นชม แต่ตัวละครที่มีอาชีพเป็นผู้กำกับละครเวที ที่ ชาคริต สวมบทบาทอยู่นั้น ดูไม่ค่อยน่าเชื่อสักเท่าไหร่ เท่าที่รู้จักผู้กำกับละครเวทีหลายๆคน ไม่มีใครนิ่ม นิ่ง ดูขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างนี้อ่ะ

เมื่อมีหนังในดวงใจแล้ว ก็ต้องมีหนังที่ไม่อยู่ในดวงใจ ซึ่งก็คือความผิดหวัง นั่นเอง จริงๆแล้ว หนังหลายๆเรื่องที่คิดว่าดูแล้วต้องผิดหวังแน่ๆ ก็ได้จัดการหลักเลี่ยงไม่เข้าไปดูอยู่แล้ว หรือบางเรื่องดูตามกระแส ก็ทำใจได้โดยไม่คาดหวังอะไร ไอ้เรื่องที่ผิดหวัง ก็อาจจะไม่ตรงกับหลายๆคน แต่เป็นเพราะการตั้งความคาดหวังที่เรามีต่อหนังเรื่องนั้นๆ แต่พอไปดูแล้ว มันไม่ใช่เอาเสียเลย ก็เลยจำ จำ จำ จำเอามาเขียนมาเล่าน่ะ...

* 10,000 B.C.  ฟอร์มดี กระตุ้นต่อมอยากดูให้ทำงานอย่างหนัก แต่พอไปดู โห หนังจะทำเอาสนุกอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงความสมจริง ทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษยวิทยา หรืออะไรทั้งสิ้น เฮ้อ จะคาดหวังอะไร กับหนังตลาดจ๋าๆสไตล์ฮอลลีวูด เนาะ

* Disaster Movie ชื่อหนังก็บอกแล้วว่าตัวหนังจะเป็นอย่างไร เหตุผลเดียวที่เข้าไปดู เพราะอยากรู้ว่ามันล้อหนังอะไรบ้าง ถ้าดูรู้มากเรื่องเท่าไหร่ รู้สึกว่าตัะวเองนี่ฉลาดแฮะ แต่ผลสุดท้าย สรุปได้ว่า ตัวเอง โง่อ่ะ ที่ตีตั๋วไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเดาไม่ถูกว่าล้อเรื่องอะไรบ้าง แต่โง่ ที่เขาบอกอยู่แล้วว่าหนังเป็นควาหายนะ ยังโง่ไปดูอีก 555

* 20th. century boys หนังที่ว่ากันว่า ค่ายหนังเอาไปตัดต่อยำเสียให้มีความยาวเหมาะที่จะฉายในโรง เพราะจะได้ทำรอบฉายได้คุ้มค่า แต่ว่าก็ว่าเถอะ โดยภาพรวมที่เห็นในฉบับฉายในโรงหนังเมืองไทย ก็ไม่ได้คิดว่า เมื่อฉายเต็มๆแล้ว ตัวหนังจะดีกว่าที่เป็นอยู่ มันน่าจะห่วยตั้งแต่ออกจากประเทศญี่ปุ่นแล้วอ่ะ

* Happy Birthday หนังไทยที่สามารถเรียกน้ำตาได้ตั้งแต่ตอนนั่งดู Trailer แต่พอเข้าไปดูหนังจริงๆ ไม่มีน้ำตาให้สักกะหยด เพราะอะไรที่มากไป มันไม่ได้สร้างความเชื่อและคล้อยตามได้เลย อยากบอกคนเขียนบท อย่าพยายามปั้นตัวละครให้มันไกลจากความจริงของมนุษย์นัก เพราะเราไม่เชื่อตั้งแต่หนังอย่าง The Letter แล้วจ้า

* ปืนใหญ่ จอมสลัด นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีกระแสว่า ถูกตัดให้มีความยาวเหมาะสมกับการฉายในโรง ทำให้ความสมบูรณ์ของเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ อันนี้ในฐานะคนดู เมื่อตีตั๋วไปดูหนังสักเรื่อง เราคาดหวังความสมบูรณ์โดยไม่ต้องมีัเหตุผลใดใดมาเป็นข้ออ้าง  เพราะเรื่องเหล่านี้ มันควรจะถูกเคาะกันตั้งแต่เริ่มเปิดกล้องแล้วครับทั่น

*ฝัน หวาน อาย จูบ โดยเฉพาะ ตอน ฝัน ที่เราให้ความคาดหวังมากทีั้สุด เพราะเป็นแฟนหนังของนายมะเดี่ยว คุณจะเสนอความฝันออกมาให้มันโลดโผนโจนทยานอย่างไรก็ได้ ใส่ไอเดียอะไรเข้าไปในหนังคุณก็ได้ แต่สิ่งที่เราคาดหวังคือ ความสนุก ซึ่งผมไม่ได้เลย เป็นความฝันที่ยืดเยื้อน่าเบื่อ และที่สำคัญ งาน Production เรานึกว่านั่งดูการ์ตูนเช้าทางทีวีอ่ะ

 

 

เกิดอาการขี้เกียจต่อเนื่องจากการเดินทางท่องเที่ยวอย่างมากมาย ช่วงสงกรานต์ ก็เลยมาอัพเดทเรื่องราวเกี่ยวกับหนังที่ไปดูมาแบบรวบยอด เดือนเมษายน ดูหนังในดรงไป 6 เรื่อง ไม่นับรวมที่ดูในเครื่องระหว่างเดินทาง เช่น P.S. I love you (ห่วยอย่างไม่น่าเชื่อ) SHINOBI หนังกำลังภายในแฟนตาซี ญี่ปุ่น ดูจาก ดีวีดี สนุกมาก ....

ขอเริ่มเลยละกัน เรื่องแรก ...

AN EMPRESS AND THE WARRIORS (จอมใจบัลลังค์เลือด) ความน่าดูในหนังเรื่องนี้  สำหรับเราเกิดจากสองประเด็น อันแรกคือ หนังเอาชื่อเฉินเสี่ยวตง ปรมาจารย์ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องการสร้างสรรฉากบู๊อันตื่นตา  ประเด็นที่สอง คือ ชื่อภาษาจีน เท่าที่อ่านออกแบบ งูงู ปลาปลา เป็นชื่อหนังที่พ้องกับหนังจีนแนวเพลงอุปรากรโบราณระดับคลาสสิค ที่นำแสดงโดยดาราอมตะอย่าง หลินไต้ ในชื่อไทยว่า จอมใจจักพรรดิ์  ก็เลยอยากดูว่า มันมีอะไรเกี่ยวพันกันไหมเนี่ย เอาความคาดหวังประเด็นแรกก่อนนะ นี่เป็นหนังที่มีฉากต่อสู้ที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะตั้งแต่ที่ดูหนังอย่าง Crouching Tiger, Hidden Dragon และ HEROES แล้ว ยังไม่สามารถหาหนังจีนกำลังภายในเรื่องไหนทำได้ดี หรือเทียบเท่าหนังสองเรื่องนี้อีกเลย บทก็อ่อน ความสัมพันธ์ของตัวละครก็ดูยัดเยียด ไม่รู้สึกเลยว่า พระเอก นางเอก มันรักกันได้ด้วยเหตุผลอะไร .... ส่วนประเด็นที่สองที่ทำให้อยากดูนั้น เมื่อดูจบ คิดว่าหนังน่าจะได้แรงบรรดาลใจจากเรื่องเดิม เพียงแต่มาแปลงเรื่องแต่งบทใหม่ให้บทสลับจากหญิงเป็นชาย และ ชายเป็นหญิง และทำให้เรื่องเกี่ยวกับประเด็นม่านประเพณี กลายเป็นเรื่องรักระหว่างรบไป  ซึ่งเมื่อบทไม่แข็งแรง ความประทับใจในความรักของ เจ้าหญิงและชายนิรนาม ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจดจำซาบซึ้งแต่อย่างไร

 

Vantage Point ... หนังสนุก ตื่นเต้น ในโทนเดียวกับ ซีรีส์ชื่อดังอย่าง 24 โดดเด่นมากๆ ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ แต่ด้วยความเด่นที่ว่า ก็เกือบกลายเป็นอาวุธฆ่าตัวเองเหมือนกัน ดีว่าหนังกระชับไม่ยาวยืดเยื้อจนทำให้เบื่อเสียก่อน เสียดาย ตอนจบ ไม่สะใจเท่าที่ควร และทำให้เรื่องมันไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่

ALWAY 2  สำหรับภาคแรกของเรื่องนี้ เป็นหนังที่ติดตราตรึงใจใครต่อใครไปมากมาย รวมทั้งเราด้วย พอรู้ข่าวว่ามีภาคสอง ก็ตั้งตารอคอย จนวันนี้ก็ได้มาถึง  ดารานักแสดงจากภาคแรกมากันครบทีม ฉากเด็ด ในเรื่องการมอบแหวนให้หญิงส่าวที่เป็นที่รัก ซึ่งเป็นฉากที่ใครต่อใครก็ชอบเหลือเกิน ถูกนำมาขยายเรื่องราวต่อยอดออกไป เรื่องรตาวโดยรวม ไม่ได้ดีกว่าภาคแรก แต่ก็รักษาภาพความรักความอบอุ่นของเรื่องราวไว้ได้ ซึ่งนั่นก็พอแล้ว สำหรับแฟนหนังที่ชื่นชอบในภาคแรก เพราะภาคนี้ไม่ได้ทำให้ความรักที่มีต่อหนังเรื่องนี้ลดน้อยลง

 

อีกสามเรื่อง เดี๋ยวมาต่ออีกที .......