musical

          จากบทประพันธ์สุดคลาสสิคของ ศรีบูรพา ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน ข้ามผ่านเวลามาหลายยุคสมัย เคยเป็นภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของเปี๊ยก  ทรงศรี มีคาร่า พลสิทธิ์ ประกบ เคน ธีรเดช ในยุคที่ acting แข็งเป็นหิน ซึ่งหนังทั้งสองเวอร์ชั่น ก็สร้างความประทับใจและไม่ประทับใจในจุดที่ต่างกัน แต่ที่ถูกวิจารณ์แทบจะเหมือนกันก็คือ สำรวนพูดอันไพเราะดั่งบทกวันั้น เมื่อมาเป็นหนัง ให้ตัวละครพูด มันดูไม่ธรรมชาติ และประดักประเดิด จนเป็นความน่าขันในบางฉากบางตอน แต่เมื่อวรรณกรรมเรื่อง ข้างหลังภาพ ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเพลง ความสวยงามของบทประพันธ์ ถูกแปลงเป็นบทเพลง ซึ่งคงทลายกำแพงในเรื่องความเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเสียดายว่า ความไพเราะของท่วงทำนองเพลง ไม่สามารถสะท้อนความงดงามของบทประพันธ์ได้ และที่น่าเสียดาย ก็เป็นบทพูดคลาสสิค หลายๆตอนที่คนดูที่เป็นแฟนหนังสือ คากหวังจะได้เห็น ได้ฟังจากปากตัวละคร กลับถูกถ่ายทอดผ่านน้องบี้ เดอะสตาร์ อย่างตั้งใจเกิน ประกอบกับท่าที่เกร็ง และกางแขนด้วยมาดแมนตลอดเวลาของเขา เลยดูเหมือนยืนอ่านสาส์น เพื่อป่าวประกาศ มากกว่า จะสื่อด้วยอารมณ์จากก้นบึ้งหัวใจ และฉากที่พยายามใส่มุขตลกเกี่ยวกับบ้านเมือง ก็ฝืดจนเรียกเสียฮาไม่ได้เอาเสียเลย คงเป็นเพราะมัวแต่ยั้ง ไม่เล่นให้สุดๆ อารมณ์คนดูก็เลยยั้งๆ ไม่สุดตามอย่างช่วยไม่ได้

          สิ่งที่ต้องชมอย่างมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือความกล้าหาญและความตั้งใจของ บอย ถกลเกียรติ ฉาก มิตาเกะ ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว แม้ว่า ต้นไม่ใบไม้จะมีสีสันที่แรงจัดจนดูปลอมเกินไปหน่อย แต่ก็ทดแทนได้ด้วยความตื่นตา จากน้ำตกที่ไหลล้นทั่วเวที และที่สุดยอดมากๆ จนแอบเห็นดาราบางคนที่ไปดูในรอบปฐมทัศน์(22 สค.) คืนนั้น Standing Ovation กันเลย ก็คือการแสดง และ เสียงร้องอันไพเราะและมีพลัง ของ แพท สุทธาสินี

          อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นผลงานของคนไทย ที่มีความเป็น original มากขึ้นเรื่อยๆ และน่าสนับสนุนให้กำลังใจกันอย่างยิ่ง แม้ไม่ใช่งานที่สมบูรณ์เพอร์เฟค แต่ก็ไม่ใช่งานประเภทสุกเอาเผากิน  ขอปรบมือให้ครับ

 

ไปดูมารอบบ่ายอขงวันที่ 2 มิย. โรงละครใหม่ ใหญ่โตได้มาตรฐานสมเป็นโรงละครเวทีจริงๆ ตีตั๋วราคา 1,500 บาท ได้นั่งที่นั่งชั้นสอง ซึ่งสูงมาก ทำให้มุมมองไม่แจ่มเท่าที่ควร ขอแนะนำสำหรับคนที่จะตีตั๋วดูละครเวทีที่นี่ว่า อย่าเสียดายค่าตั๋ว อย่างไรก็ควรจะดูที่ชั้น 1 ซึ่งจะได้มุมมองระดับสายตาซึ่งน่าจะดีกว่า

มาว่ากันถึงตัวละคร ส่วนตัวไม่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้เลย บทละครก็ทำได้กระชับ น่าติดตาม เพลงก็เพราะใช้ได้ ที่น่าชมก็คือ เป็นเพลงที่เขียนขึ้นใหม่โดยเฉพาะ ไม่ได้เอาเพลงป๊อบที่คุ้นเคยมาร้องบนเวที เหมือนเมื่อครั้ง บังลังค์เมฆ ทำ การดำเนินเรื่อง ก็เน้นที่ตัวละครหลักๆ ไม่มีตัวตลกมาสร้างสีสรรเพื่อเบรคอารมณ์คนดู เหมือนละครเวทีเรื่อง ทวิภพ

ในส่วนนักแสดง คนที่น่าได้รับคำชมมากที่สุด ขอยกให้ นัท มีเรีย ไม่ว่าเสียงร้อง และ การแสดงอารมณ์ เธอเอาคนดูอยู่หมัด เชื่อว่า ฉากสำคัญของเธอ น่าจะเรียกน้ำตาจากคนดูได้ไม่ยาก ... ส่วนมอส ปฏิภาณ งานนี้ ทำได้ดีกว่าที่คิด ทั้งๆที่ก่อนไปดู ก็นึกสบประมาทในใจว่า จะได้ยินเสียงร้องอันแปร่งหู ไร้พลัง แต่... ผมคิดผิดครับ มอสคงทำการบ้าน และฟิตซ้อมอย่างหนัก ขอปรบมือให้ครับ

เพื่อนหลายคนที่ได้ดูรอบการแสดงที่ต่างจากเรา ชมญาญ่าหญิง อย่างมากมาย แต่สำหรับรอบที่ผมดูนั้น ขอบอกว่า เธอเค้นเสีย และ ระเบิดอารมณ์ที่เรียกว่าเกินพอดี ทำให้พลังเสียงของเธอ แกว่ง น่าเสียดาย แต่ถ้าปรับให้เข้าที่เข้าทางกว่านี้ น่าจะดีสุดๆ การแสดงของคุณตั้ว ศรัญญู ไม่น่าเป็นห่วง แต่เสียงร้องนี่ อาการหนักทีเดียว นี่เป็นละครเวที การคัดเลือกนักแสดงมาแสดงที่มีความสามารถทั้งการร้องและการแสดงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆนะครับ

ส่วน วิทย์ AF 1 นี่ เสียงร้องในบางช่วงขาดหาย ไปไม่ถึง คงมีการบาดเจ็บในเส้นเสียงเป็นแน่ (เลียนแบบคำพูดของ commentator อิอิ) ส่วนการแสดง และท่าเต้น ผู้กำกับ และ ผู้ออกแบบท่า น่าจะทำการบ้านมากกว่านี้นะครับ ดูไม่ค่อยดี และโดยเฉพาะ ความสง่างามในฐานะเป็นพระเชษฐา ของกษัตริย์นี่ หาไม่เจอเอาจริงๆ

งานออกแบบท่าเต้นของครูโจ้ ก็เป็นอะไรที่คุ้นตา ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อย่างว่า งานออกแบบท่าเต้นงานใหญ่ๆแบบนี้ ในเมืองไทย มีกันไม่กี่คนครับ ก็ใช้ซ้ำกันไปซ้ำกันมาอย่างนั้น ความหลากหลายก็เลยไม่ค่อยมี จำไว้เลย มีลูกมีหลาน ถ้าชอบทางนี้ ส่งให้ไปเรียนเลยนะ choreography สาขานี้อ่ะ เพราะในเมืองไทย ที่รู้จริง เก่งจริง มีน้อยเหลือเกิ๊น

ตอนดูละครจบ หน้าโรงมีขายหนังสือนวนิยายเรื่องฟ้าจรดทราย และมีคุณโสภาค สุวรรณ มาแจกลายเซ้นด้วย กรี๊ดครับงานนี้ ก็เลยซื้อหนึ่งเล่ม และให้คุณโสภาค เซ็นให้ด้วย ปลื้มมาก ทั้งๆที่ไม่เคยอ่านมาก่อนเลยอ่ะ


edit @ 2007/07/31 22:53:18