story

ก่อนดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้มีโอกาสเห็น ผู้กำกับ พจน์ อานนท์ ให้สัมภาษณ์รายการทีวี รายการหนึ่ง สิ่งที่ออกจากปากของนายพจน์ ก็มีเช่น นี่เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของเขา นี่เป็นหนังรักที่พูดถึงความรักในหลากหลายรูปแบบ นี่เป็นหนังที่ไม่มีการพูดคำหยาบด่าทอเหมือนหนังไทยหลายๆเรื่อง และนี่เป็นหนังที่จับประเด็นของเกย์ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์ในแนววี๊ดว้ายกระตู้วู้.....

ยอมรับมานานละว่า ภาพยนตร์แต่ละเรื่องของ พจน์ อานนท์ เป็นภาพยนตร์ประเภท High Concept สามารถสร้างกระแสในสังคมที่ค่อนไปทางอื้อฉาวได้ตลอดเวลา และกระแสเหล่านั้น ก็ทำให้ตัวหนังสามารถเรียกคนดูได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลที่ออกมาแต่ละครั้ง ก็ไม่ค่อยจะแตกต่าง นั่นก็คือ ดูเหมือนจะดี แต่เนื้อในมันกลวง และไปคาดหวังอะไรได้ไม่มาก มียกเว้นสักเรื่องละกัน ... เอ๋อเหรอ ถ้าคุณยังจำกันได้ ... สาเหตุหลักเท่าที่ทราบจากวงในจริงๆเลยเนี่ย คือพี่แก มีความเชื่อส่วนตนสูงมาก ถึงขนาดที่สามารถทำหนังชนิด ถ่ายไปเขียนบทไป แก้บทไป ถามจริงเหอะ แล้วมันจะดีไปได้อย่างไร ผู้กำกับที่สามารถระดับฮอลลีวูด ยังนับหัวได้เลยว่ามีเพียงไม่กี่คนที่กำกับหนัง สร้างหนังด้วยวิธีการอย่างนั้น แต่ขอโทษ ฝีมือคุณต้องระดับเทพกันทั้งทีมงานเลยนะนั่น แต่นี่คือ พจน์ อานนท์ นt และส่วนใหญ่ที่ทำแบบนั้น ก็เพราะต้องการทดลองกับแนวทางหนังใหม่ๆ (Experimental)

ที่พูดมาเสียเยอะ ก็เพราะเสียดายความกล้าหาญในการทำหนังแนวนี้เพื่อฉายสู่กลุ่มในระดับ Mass แต่คุณภาพที่ดีที่สุด เห็นจะมีเพียงเพลงที่เลือกมาใส่ในหนัง เพราะมาก การถ่ายภาพ การกำกับศิลป์ สวยงามอย่างยิ่ง พล็อตเรื่องน่าสนใจ แต่สิ่งที่ควรถูกตำหนิมากที่สุด คือ บท การกำกับ การตัดต่อ โดยเฉพาะบทสนทนา..เพื่อนเกย์เราก็มีเยอะนะ แต่ไม่เคยเห็นมีใครพูดจาเหมือนตัวละครในหนังเลย มันพูดเพราะเสียจนน่าขำ พูดหวานเลี่ยนจนคนดูผู้ชายที่มากับแฟนสาว (นั่งอยู่ด้านหน้า) ทำเสียงแบบท้องขย้อนอ่ะ (เสียงอ้วกนั่นเอง)... สรุปคือมันไม่มีความเป็นธรรมชาติ การตัดต่อ ก็สะดุดคุมความต่อเนื่องของอารมณ์ไม่ได้ และที่สำคัญ การทำหนังดราม่า บีบน้ำตา คุณต้องมีจังหวะที่ดี สร้างความน่าเชื่อถือคล้อยตามได้ มันถึงจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ ถาโถมยัดเยียดเหตุการณ์รันทดซ้ำซ้อนจนน่าขำ อย่างที่หนังเป็น และตลอดเวลาที่ดู เหตุการณ์ต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนัง มันสะดุด และ ทำให้เกิดคำถามตลอดเวลา ว่า อ้าว ทำไมต้องทำงี้อ่ะ ทำไมต้องพูดงี้อ่ะ อ้าวไอ้นั่นเป็นงั้นได้ไง ๆ ไอ้นี่มาได้ไง เหอ.. ไม่อยากเล่าละเอียดอ่ะ ไปดูกันเองละก้าน

... แต่สิ่งที่น่าชื่นชม คือ ความกล้า ของนักแสดงชายทั้งสอง ที่กล้าจะถ่ายทอดอารมณ์ของชายรักชายออกมาได้อย่างเต็มที่ เป็นห่วงก็แต่ว่า ภาพลักษณ์เกย์ จะติดตัวเขา จนทำให้งานอื่นๆหดหาย หากถ้าเป็นเช่นนั้น จะไม่ยุติธรรมกับเขาทั้งสองเลย เราจะต้องแยกแยะให้ออกว่านี่เป็นนักแสดงมืออาชีพ ที่กล้าจะถ่ายทอดบทบาทชีวิตของตัวแสดงออกมาให้ได้

สุดท้าย ขอแสดงความเสียดาย เสียดาย กับพจน์ อานนท์ คุณทำหนังรักเกย์ แต่คุณไม่สามารถทำให้กลุ่มคนดูทั่วไป คล้อยตามยอมรับได้ แต่กลับทำให้เขาขำซะงั้น ลองกลับไปทบทวนดูหนังอย่าง Brokeback Mountain สัก 10-20 รอบ นะ ก่อนจะทำหนังแนวนี้ และถ้าจะทำหนังที่ดีที่สุดในชีวิต อาจต้องดูและศึกษาอย่างละเอียดเพิ่มอีกสัก 50 รอบ เป็นอย่างต่ำ

โกยเถอะเกย์

posted on 08 Apr 2007 21:23 by maxisme in Moviemania

ไปดูหนังเรื่องโกยเถอะเกย์มาเมื่อวานนี้ ก็สนุกกว่าที่คิด ดีกว่าที่คิด แต่ก็ผิดหวังกว่าที่คาด อิอิ งงป่ะ ที่บอกว่าสนุกกว่าที่คิด ดีกว่าที่คิดเพราะตอนดู trailer ดูยี้ๆ ไม่น่าดู นึกว่ามีแต่มุขสกปรก และเล่นมุขหยาบคาย และคู่เกย์อย่างเสนาหอยกะเปิ้ล ก็สร้างภาพความน่ากระอักกระอ่วนอยู่พอสมควร แต่ปรากฏว่า คู่นี้ไม่ได้คิขุ ตลกไร้สาระอย่างที่คิดอ่ะ มีเรื่องราวให้ชวนลุ้น ชวนติดตามพอสมควรทีเดียว ส่วนที่ว่าผิดหวังเพราะเนื่องจากว่า พอเริ่มดู ก็เริ่มสนุก และเห็นมุข เห็นพล็อตที่วางไว้อย่างมีชั้นเชิงน่าติดตาม มีปมของเรื่องราวหลายอย่างที่ชวนลุ้นว่าจะลงเอยอย่างไร สุดท้าย ก็แป๊ก หาที่จบไม่ลง จบไม่ลงตัว เซ็งเลย มาทีตั้งครึ่งค่อนเรื่องแล้วเชียว นี่นายต้อม ยุทธเลิศ น่าจะทำการบ้านกับบทให้มากกว่านี้นะ เสียดาย เสียดาย เรื่องหลังๆของผู้กำกับคนนี้ ยังไม่มีเรื่องไหนทำได้เจ๋งเท่า บุปผาราตรี เลยนะเนี่ยอ้อ ผมหมายถึง ภาคหนึ่งนะคร้าบบ


edit @ 2007/04/08 22:01:09
edit @ 2007/04/10 00:40:13
edit @ 2007/04/19 00:53:37